พรรคพลังประชารัฐเตรียมนำรายชื่อ 30 ส.ส.จาก 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ถือครองหุ้นหรือเป็นเจ้าของกิจการสื่อ ยื่นถึง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาต่อไป โดยระบุว่า มีแกนนำ คนสำคัญของพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย มีชื่อในบริษัท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการสื่อ อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์และนายนิยมยืนยันว่าบริษัทปิดกิจการไปก่อนแล้ว
ก่อนหน้านี้ พรรคอนาคตใหม่ยื่นคำร้องถึงนายชวน หลีกภัย ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ ส.ส.จำนวน 41 คน ที่พบเข้าข่ายขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือครองหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน แบ่งเป็น ส.ส.จากพรรคพลัง ประชารัฐ 27 ราย อาทิ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฯลฯ พรรคประชาธิปัตย์ 10 คน อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคภูมิใจไทย 1 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน และพรรคประชาภิวัฒน์ อีก 1 คน
สำหรับปัญหาการถือหุ้นสื่อ ก่อนหน้าการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีคำพิพากษาในคดีของผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชาติไปแล้ว และผู้สมัครทั้งสองถูกตัดชื่อจากบัญชีผู้สมัครไป ต่อมาหลังเลือกตั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งพักการทำหน้าที่ ส.ส. หลังจาก กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายธนาธรถือหุ้นสื่อวีลัคมีเดียแม้นายธนาธรยืนยันว่าโอนไปแล้ว เท่ากับว่าขณะนี้ มี ส.ส.71คน รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ โดยทางพรรครัฐบาลหวั่นเกรงว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับคดีที่ผ่านมา จะมีปัญหาเสียงสนับสนุนของพรรครัฐบาลในสภาจะหายไปถึง 41 เสียง จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก ว่าผลการวินิจฉัย ในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเมื่อการถือหุ้นสื่อที่เกิดปัญหาขึ้น ผู้ถูกร้องหลายคนยืนยันว่าไม่ได้ทำกิจการสื่อ เพียงแต่จดทะเบียนระบุไว้เท่านั้น

