ในท่ามกลางความเงียบของ นายอุตตม สาวนายน ปรากฏความ คึกคักอย่างเห็นได้ชัดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ใช่ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี”
หากแต่เป็นความโน้มเอียงในสถานะแห่ง “หัวหน้าพรรค” นั่นสัมผัสได้จากถ้อยความในประโยค
“ทำไม มีผลกระทบอะไรกับใครหรือ
จะเป็นหรือไม่เป็น(หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ)มีใครได้รับผลกระทบอะไรหรือเปล่า เพราะอย่างไรก็ทำงานได้เหมือนกัน เรื่องของการเมืองก็ว่ากันไปแต่ต้องมีคนทำงาน”
ประเด็นก็คือ การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่หลังวันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นมาเป็นการทำงานในสถานะใด
เป็นเพียง”นายกรัฐมนตรี”อย่างเดียวเท่านั้นหรือ
หากดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่มีการขานชื่อในฐานะนายกรัฐมนตรี และได้รับพระบรมราชโองการโปรด เกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี
นับแต่วันที่ 9 มิถุนายนเป็นต้นมาได้เริ่มขยับเข้าไปมีบทบาท ในพรรคพลังประชารัฐเด่นชัดยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะพรรคร่วมรัฐบาลก่อนวันที่ 5 มิถุนายน ไม่ว่าจะพรรคร่วมรัฐบาลหลังวันที่ 5 มิถุนายน บ่งชี้ให้เห็นว่าสายตาทอดมองไป ยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เห็นได้จากความมั่นใจว่าโผไม่เปลี่ยนที่สำทับโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
เห็นได้จากเสียงเอะอะโวยวายอันดังมาจากพรรครักษ์ผืนผ่าประเทศไทย อันดังมาจากพรรคชาติพัฒนา มิได้ต้องการสื่อไปยัง นายอุตตม สาวนายน
หากแต่สื่อโดยตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะยังมิได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็ตาม
จากนี้จึงเด่นชัดว่า ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นไปแล้ว
อำนาจในการตัดสินใจที่เรียกว่า”บรรทัดสุดท้าย”มิได้เป็นของ นายอุตตม สาวนายน อีกต่อไปแล้ว
หากเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยสมบูรณ์
ในเมื่อ นายอุตตม สาวนายน ไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้หวงเก้าอี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมเข้ายึดครองได้โดยราบรื่น

