ข้าราชการในวัยใกล้เกษียณมักจะมีความฝันคล้ายๆ กัน คือ ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน เดินทางท่องเที่ยว อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือหางานอดิเรกทำในยามว่าง
ลูกหลานก็อยากให้อยู่บ้าน ได้พักผ่อน และใช้เวลากับช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างมีความสุข
แต่นั่นไม่ใช่ความฝัน หรืออาจจะเป็นฝันค้างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
เพราะในช่วงเวลาที่ใกล้เกษียณ ก็มีเหตุให้ต้องกระทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันนี้ก็กว่า 5 ปีแล้ว ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารจัดการประเทศ
และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐสภา ก็มีมติโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ ในวัย 65 ปี จึงไม่มีเวลาได้พักผ่อนหลังเกษียณเหมือนข้าราชการส่วนใหญ่ และอาจจะไม่ได้พักผ่อนไปอีก 8 ปี ถ้านับวาระเต็มของสภาผู้แทนราษฎร 4 ปี และในปีที่ 5 ส.ว. 250 คน ก็ยังมีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ส.ส. ซึ่งเชื่อว่า ส.ว. 250 คน ก็จะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อีก 4 ปี
ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี รวม 13 ปี
ซึ่งช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจจะมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงมีความสุขและภาคภูมิใจ ที่ได้เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง และวางรากฐานประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีเรื่องและปัญหามากมาย ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเหนื่อย ปวดหัว และต้องแก้ไข
ซึ่งไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว คณะทำงานและผู้เกี่ยวข้องก็ต้องเหนื่อยตามไปด้วย
เรื่องใหญ่คือ ทำอย่างไรที่จะสกัดพรรคเพื่อไทย ไม่ให้สืบทอดอำนาจบริหารประเทศ
ต้องครุ่นคิดหาวิธีการต่างๆ นานา จนได้ข้อสรุปกติกาการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ เรียกว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ได้ทั้ง ส.ส.ระบบเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ระบบนี้ ยังทำให้หลายคนปวดหัวกับวิธีคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ทั้งยังออกกฎให้ คสช.แต่งตั้ง 250 ส.ว. และให้ ส.ว.ร่วมกับ ส.ส.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
การตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อหวังได้ ส.ส.เป็นอันดับที่ 1
เรียกว่า ปวดหัวกันไม่น้อย แต่สุดท้ายก็แพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลก็มีปัญหาการต่อรอง ส่วนภายในพรรคพลังประชารัฐก็มีปัญหาร้องขอเก้าอี้ เพราะไม่รู้ว่า มีการตกปากรับคำอะไรกันไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่
แม้ว่าภายหลังจะเคลียร์กันลงตัวระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าคลื่นใต้น้ำยังไม่สงบ
ขณะที่ปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ และรัฐบาลผสมหลายพรรค ก็จะส่งผลต่อการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เหมือนรัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อาจจะมีเสียงขู่หากผลประโยชน์ไม่ลงตัว
นอกจากนี้ จะไม่มี “มาตรา 44” ที่เป็นยาวิเศษใช้รักษาได้ทุกโรคอีกต่อไป
เหล่านี้ อาจจะเป็นวิบากกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์
ซึ่ง “กรรม” หรือการกระทำนั้น คนส่วนใหญ่มักจะทำในสิ่งที่ชอบ หรือทำแล้วมีความสุข ซึ่งน้อยคนมากจะทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือฝืนใจทำ ยิ่งทำเพราะปฏิเสธไม่ได้ หรือถูกบังคับให้กระทำยิ่งไม่ค่อยมี
สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว น่าเชื่อว่า เป็นวิบากกรรมที่ทำให้มีความสุข

