เปิดมุมมองแผนปฏิรูปประเทศ สู่การปฏิบัติ‘สำเร็จ-ล้มเหลว’

หมายเหตุเป็นส่วนหนึ่งจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรและความเห็นของนักวิชาการต่อแผนการปฏิรูปประเทศที่ถูกบรรจุในรัฐบาล และการดำเนินการของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการปฏิรูปด้านต่างๆ

ปิยบุตร แสงกนกกุล
เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ได้อ่านแผนปฏิรูปและรายการงานคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศทั้งหมด เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ 3 หน่วยงานซึ่งมีความจำเป็นต้องถูกปฏิรูป และถูกตั้งคำถามจากประชาชนและสื่อมวลชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับไม่ปรากฏอยู่ในแผนปฏิรูป หน่วยงานแรกคือกองทัพ ทั้งที่มีหน้าที่สำคัญในการปกป้องแผ่นดินและประเทศ แต่ปรากฏว่ากองทัพไทยกลับทำหน้าที่ก่อรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง หน่วยงานที่ 2 คือ ศาล ซึ่งถูกตั้งคำถามมาตลอด 13 ปีถึงกระบวนการยุติธรรมและมาตรฐานในการตัดสิน แต่ถึงวันนี้กลับไม่มีการปฏิรูปเลย และสุดท้ายที่ควรจะถูกปฏิรูปที่สุด แต่บังเอิญบุคคลนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหัวโต๊ะของการปฏิรูป นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

ส่วนรายงานความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ มีลักษณะ 3 ข้อ คือ 1.แผนการปฏิรูปทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ซุปเปอร์รัฐบาล” โดยปกติแล้วการปฏิรูปสามารถทำได้ตลอดตามระบบปกติ แต่แล้วก็มีการปฏิรูปในระบบพิเศษ คือมีรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วอ้างเรื่องการปฏิรูป ตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ทำให้เกิด “รัฐซ้อนรัฐ” หรือ Deep State รัฐหนึ่งคือรัฐปกติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่มีอำนาจน้อยมากและถูกลิดรอนลงไปเรื่อยๆ เพราะเกิดอีกรัฐหนึ่งซ้อนขึ้นมา เป็นรัฐที่มี คสช. คณะรัฐประหาร กองทัพ แปลงรัฐปกติให้กลายเป็นรัฐทหารมากขึ้น แล้วก็มีคณะกรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ มากำกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง รัฐมนตรีกลายเป็นเพียง “ซุปเปอร์ปลัด” มีหน้าที่เพียงคอยติดตามงานว่าแผนปฏิรูป แต่ไม่ได้คิดเรื่องนโยบาย

ลักษณะที่ 2 แผนปฏิรูปคือการสร้างอุตสาหกรรมปฏิรูป เมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้น จะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งและหน่วยงานอื่นๆ เต็มไปหมด แล้วก็ต้องมีการประชุมและจ่ายเงินเดือนและเบี้ยประชุม หลังจากนั้น รายงานจะออกมาเป็นปึกๆ วนเวียนอยู่แค่นี้ อุตสาหกรรมของการปฏิรูปได้ผลผลิตคือกองกระดาษ

ลักษณะที่ 3 คือแผนปฏิรูปที่ทำให้วุฒิสภาขี่คอสภาผู้แทนราษฎร บรรดากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ใช้กระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษ กล่าวคือแบบปกติต้องเริ่มที่สภาผู้แทนฯก่อนไปวุฒิสภา และ ส.ว.มีอำนาจน้อยกว่า ส.ส. คือทำได้เพียงถ่วงดุลเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นช่องพิเศษต้องเสนอในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ต้องถามว่า ส.ว.ชุดนี้คือใคร ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วในวันที่ 5 มิถุนายน ที่ ส.ว. 249 คนโหวตเป็นแถวเดียวกัน หากมีข้อสงสัยว่ากฎหมายใดๆ เป็นการปฏิรูปหรือไม่ เกิดมี ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าชื่อถึงประธานรัฐสภา ว่ากฎหมายนั้นต้องเข้ากระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษหรือไม่ ประธานรัฐสภาก็ต้องตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่วมกัน และประธาน กมธ.ชุดนั้นคือประธานวุฒิสภา เท่ากับ ส.ว.เข้ามาขี่คอ ส.ส.มากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ สภาผู้แทนฯที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กำลังถูกลิดรอนอำนาจ ถูกดูถูกตลอดเวลาว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เวลารัฐประหารทีไรก็โทษนักการเมืองทุกครั้ง พอยึดอำนาจเข้ามาแล้ว ก็อ้างปฏิรูปประเทศและลดอำนาจของนักการเมืองจากการเลือกตั้งทุกที ดังนั้น สิ่งที่อยากวิงวอน ส.ส.ด้วยกันคือ พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องผนึกกำลังป้องกันไม่ให้องค์กรแปลกปลอมพวกนี้เข้ามาลดอำนาจของพวกเรา รัฐประหารทุกครั้งไม่มีความชอบธรรม การจะแสวงหาความชอบธรรมได้จะต้องมีข้ออ้าง และข้ออ้างที่ซ้ำไปซ้ำมาคือ นักการเมืองไม่ดี บ้านเมืองมีความขัดแย้ง จำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ ฉะนั้น คำว่าปฏิรูปของประเทศไทย ไม่ใช่คำว่า รีฟอร์ม (Reform) แต่เป็นเพียงข้ออ้างของการรัฐประหารทุกครั้ง

ดังนั้น ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเราสามารถปฏิรูปกันได้ในระบบปกติ ไม่จำเป็นต้องเปิดประตูให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจและริเริ่มการปฏิรูปให้เรา ต้องปฏิรูปประเทศไทย ด้วยแรงของ ส.ส.และพี่น้องประชาชน ไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐประหาร

ไพสิฐ พาณิชย์กุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รัฐธรรมนูญปี 2560 มีการตั้งสภาปฏิรูปขึ้นมารวบรวมประเด็นปัญหาเพื่อนำแก้ไขโดยรัฐบาล มีการเรียกร้องก่อนมีการรัฐประหารด้วยซ้ำว่า จะปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งก่อนแล้วจึงปฏิรูป เพื่อนำมาใส่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

หากถามว่า การปฏิรูปล้มเหลวทั้ง 11 ด้านเลยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า การปฏิรูปทำไม่เสร็จ เพราะงานใหญ่มาก สาเหตุมาจากหลายเรื่องที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จแบบฉับพลันทันทีได้ จึงมีการทำกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติก่อนการปฏิรูปต่างๆ 11 ประเด็น เพราะเป็นกลไก ราชการ หรือบางกฎหมายไม่เปิดกว้าง หรืองบประมาณ ทุกอย่างมีข้อจำกัด แต่โดยส่วนตัวถือว่าเป็นสัญญาณบวกเพราะเท่ากับเราประสบความสำเร็จในการทำแพลตฟอร์ม เป็นตัวหลักที่จะทำการปฏิรูปของประเทศไทย เพียงแต่ยังเดินไม่เต็มที่ เพราะกลไกของระบบราชการ อาจจะยังไม่ได้ดั่งใจของหลายคน

แม้จะประสบความสำเร็จเรื่องการวางแพลตฟอร์ม แต่ยังไม่มากพอที่จะปฏิรูปได้อย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำต่อ แต่กลไกตรงนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณอะไรออกมา ทั้งกลไกการเมือง รัฐสภา ศาล จะปฏิรูปอย่างไร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ควรมีการตั้งกรรมาธิการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ติดตามเรื่องการปฏิรูปโดยเฉพาะ เพราะนี่คือ หัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ทศพร ศิริสัมพันธ์
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่าแผนปฏิรูปประเทศต้องออกมาภายใน 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งรัดทำแผนปฏิรูปให้ทัน ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็ถือก็เป็นกฎหมายอีกฉบับ ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ยาวกว่าการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ

สำหรับความก้าวหน้าในข้อเท็จจริงในเรื่องการจัดทำแผนปฏิรูปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ที่ได้นำเสนอต่อสภานั้น ยอมรับการปฏิรูปเป็นเรื่องยาก มีการต่อต้านในบางส่วน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง จึงได้แบ่งการทำงานออกเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรก เป็นเรื่องที่สามารถทำได้รวดเร็วก็ให้ดำเนินการไปก่อน หรือ Quick Win มีจำนวนกว่า 40 เรื่อง แต่ใน 40 เรื่องนี้ก็มีหลายเรื่องก็ยังไม่สามารถผลักดันได้ในช่วงที่ผ่านมาด้วยเหตุผลหลายประการ แนวทางที่สอง คือ การปฏิรูป บางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ต้องออกกฎหมายมาปลดล็อกเป็นขั้นตอน จึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร

ผมเป็นผู้หนึ่งที่ไม่อยากเห็นการออกกฎหมายมาใช้ในเรื่องของการปฏิรูป แต่ในที่สุด จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อมาปลดล็อกเพื่อไปถอดอำนาจเดิมเพื่อการปฏิรูปเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายนที่จะต้องนำมารายงานต่อสภาในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะมีการรายงานถึงกฎหมายในหลายฉบับที่ได้มีการออกมาบังคับใช้เพื่อเปิดทางให้นำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้

อย่างไรก็ตาม รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ มาตรา 270 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จะนำเสนอต่อสภาทุก 3 เดือนนั้น จะมีการปรับเอกสารให้อ่านง่ายขึ้น และให้เห็นความคืบหน้า ขณะเดียวกัน เว็บไซต์สภาพัฒน์จะเปิดให้เห็นถึงความก้าวหน้าทั้งหมด ส่วนข้อเสนอแนะของสมาชิกทั้งหมด ผมจะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป

จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โดยส่วนตัวไม่ได้ถือว่าแผนการปฏิรูปประเทศล้มเหลวทั้งหมด ต้องยอมรับปัญหาในบางเรื่องเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน จะให้สามารถปฏิรูปได้สำเร็จในระยะเวลาไม่กี่ปี ก็ทำได้ยาก เช่น การปฏิรูปตำรวจ ต้องดูว่าปัญหามีมานานกี่สิบปี จะให้แก้ปัญหา ให้ปฏิรูปภายในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก

ในเรื่องของการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์กรต้องอาศัยความร่วมมือ ต้องใช้หลายภาคส่วน ต้องช่วยกัน ไม่ใช่คนนึงพาย แต่อีกคนเอาเท้าราน้ำ ปัญหาปฏิรูปบางอย่างต้องใช้หลายภาคส่วน ทุกภาคส่วนต้องมองปัญหา เป้าหมายเดียวกัน อาศัยเครื่องมือที่ทำร่วมกันได้ แต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ทำให้ไปไม่ถึงไหน

ในส่วนของเศรษฐกิจ การปฏิรูปอาจจะสำเร็จไม่มาก ด้านการศึกษา ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ก็ไม่ได้ถือว่าล้มเหลว โดยเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถต่อยอดการปฏิรูปได้ ยังมีความหวัง หลังจากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จการปฏิรูปก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้ คงต้องให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน รวมถึงต้องเข้าใจปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่หมักหมมมานานหลายสิบปี จะให้แก้ภายใน 4-5 ปี เป็นไปได้ยาก

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ถ้าจะดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เห็นว่ายังไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม และในอีกหลายเรื่องไม่สะท้อนความสำเร็จเลย โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบหลายคดี ที่สังคมตั้งคำถาม แม้กระทั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอง ก็ไม่สามารถตอบคําถามต่อสังคมได้ แล้วมีการสร้างมาตรฐานและบรรทัดฐานใหม่ เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริต ทำให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ในเรื่องการทุจริตมากขึ้น เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังไม่มีความชัดเจนที่สังคมยังมีคำถาม

สาเหตุของแผนปฏิรูปไม่เป็นรูปธรรม เพราะการทำงานที่อยู่ภายใต้อำนาจของ คสช.ของทหารเอง ที่ผ่านมาก็ไม่มีการที่พูดถึงในเรื่องการปฏิรูปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของการเมือง กับสิทธิพลเมือง ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีการละเมิดสิทธิของประชาชนอยู่เรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มองว่าน่าจะต้องมีการทบทวน เพราะการทำในสิ่งเหล่านี้ก็มีบรรทัดฐานข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างเช่นสิทธิทางการเมือง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกยึดหลักการเป็นบรรทัดฐาน ทำให้เกิดความโน้มเอียงความไม่เป็นกลาง ในการพิจารณาอะไรต่างๆ ที่ผ่านมา เช่น ในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตยเอง ก็สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาผู้มีอำนาจก็ไม่ได้เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างที่สากลเข้าใจกัน

แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ไม่มีอะไรที่สำเร็จโดดเด่น มีแค่สิ่งที่เห็นก็คือสถานการณ์คงเดิม การพูดถึงคำว่าปฏิรูปการเลือกตั้ง ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง กลุ่ม ส.ส.ที่ไปร่วมกับพรรครัฐบาลเป็นหน้าเดิมคนเดิม และยังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นก็คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีด้านหนึ่งที่ระบบการเลือกตั้งใหม่เปิดโอกาสให้คนที่มีความหลากหลายของกลุ่มเข้ามาได้มากขึ้น อย่างที่เห็นตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ที่มีกลุ่มคนต่างๆ หรือคนพิการ ตรงนี้เป็นข้อดีอันหนึ่งที่เห็น

ความหวังรัฐบาลใหม่จะกลับมาเริ่มต้นแผนปฎิรูป 11 ด้าน ยังมองว่าคงไม่แตกต่างจากเดิม เพราะผู้นำรัฐบาลยังเป็นคนเดิม แนวทางการทำงานคงเป็นแบบเดิม ฉะนั้นความหวังกับการเปลี่ยนแปลง เช่น การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนก็คงเป็นสิ่งที่ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในสังคมไทย

เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็ปฏิเสธความเป็นสากลของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย รัฐบาลก็พยายามอ้างแผนปฎิรูป 11 ด้าน เป็นเพียงรูปแบบของความน่าเชื่อถือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้บช.ปส.บูรณาการยุทธการแผนเด็กปีกพญา”เครือข่ายราอู”ยึดทรัพย์ 31 ลบ.
บทความถัดไปส.อ.ท. ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่มาตรฐานสากล หวังเพิ่มมูลค่าการส่งออกกว่าแสนล้านบาท