ก่อนจะถูกผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคพลังประชารัฐที่เกิดใหม่เบียดตกจนกลายเป็น ส.ส.สอบตก วิทยา แก้วภราดัยอดีต ส.ส.เจ้าเก่าหลายสมัยจากประชาธิปัตย์ได้เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “นายกฯคนนอก” ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นได้ และระบบนายกฯคนนอกนี้ก็เคยใช้กันมาก่อน ไม่ใช่ว่านายกฯคนนอกแล้วจะไม่ดีบางทีนายกฯคนนอกยังดีกว่านายกฯที่มาจาก ส.ส.บางคนเสียอีก
ตรรกะแบบนี้มี “ความจริง” อยู่บางส่วน เพราะความเป็นคนดีหรือไม่ดี เป็นคนละเรื่องกับการเป็นนายกฯคนนอก หรือคนใน
ไม่เกี่ยวกับชาติตระกูลชาติพันธุ์ถิ่นฐานที่อยู่
แต่จะเกี่ยวกับการอบรมขัดเกลาและการอยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยาระเบียบสังคมและกฎหมาย
ที่สังคมเคลือบแคลงตั้งแต่ก่อนหน้าเลือกตั้งคือ “ที่มา” ของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี
“ที่มา” จะเป็นคำตอบว่า “นายกฯ” มีความยึดโยงกับ “อำนาจ” ของประชาชนอย่างไร
ที่สังคมเคลือบแคลงตั้งแต่ก่อนหน้าเลือกตั้งคือ ความเคลื่อนไหวของบรรดาข้าทาสที่จัดเตรียมปูทางเพื่อให้ “หัวหน้า คสช.” สืบทอดอำนาจต่อไปภายใต้กติกาประชาธิปไตยบังหน้า
หลายๆ คนจึงทักว่า ใช่หรือไม่ที่เคลื่อนกำลังพลกำลังอาวุธของกองทัพออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนนั้น เพื่อปฏิรูปประเทศ
อุตส่าห์ประกาศกับชาวโลกว่า ไทยกำลังก้าวสู่เสรีประชาธิปไตยตามโรดแมป แต่ถ้าได้ “ผู้นำประเทศ” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะไปยืนเชิดหน้าชูคอสบตาชาวโลกได้อย่างไร
แล้วที่โฆษณาปาวๆ กับเด็กๆ เยาวชนคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า “โตไปต้องไม่โกง” ทำไมกติกาที่ผู้ใหญ่ทำกันขึ้นมาจึงถูกเรียกว่า “กติโกง” !
เขียนรัฐธรรมนูญปูทางให้หัวหน้า คสช.กลับมามีอำนาจต่อไปภายใต้กลไกการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ทั้งกติกาและการประพฤติสุดจะเอารัดเอาเปรียบคู่แข่งขันจนยึดเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ได้
ไม่ว่า “คนนอก” หรือ “คนใน” ถ้าได้ตำแหน่งนั้นมาด้วยกลไกฉ้อฉลก็เป็นชัยชนะที่ไม่อาจกล่าวคำว่า สง่างาม
เป็นความภาคภูมิที่ไร้เกียรติ
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เด็กๆ ได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่ตอแหลแถไปวันๆ มาตั้งแต่เรื่องนาฬิกาเพื่อน
ไม่มี “ตัวแบบ” ที่ตั้งมั่นอยู่ในนิสัยสุจริต ตรงไปตรงมา และเสมอหน้า !?!!

