ไม่ว่าท่านต้วนวี้ ไม่ว่าท่านเฉียวจง เมื่อรับฟังบทบาทของ 7 พรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายตลอด 2 วันที่ผ่านมาต่อรายงาน “การปฏิรูป”
ก็ต้องอุทานวลีที่ว่า “ยืมหอกสนองคืน”
เพราะว่าคำว่า “ปฏิรูป” และขบวนการ “ปฏิรูป” เกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง
“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”
ไม่ว่าจะเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ว่าจะเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน
ถือได้ว่าเป็น “โบแดง” ของ “คสช.”
หากไม่ยึดถือว่าเป็นผลงาน “ชิ้นเอก” ไฉนจะต้องบัญญัติให้ต้องมารายงานต่อรัฐสภาทุกไตรมาสให้เป็นที่ประจักษ์
ผลก็คือ กลายเป็นการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจ”
หากมองกระบวนการรับมือกับรายงานการปฏิรูปอันเป็นความต่อเนื่องของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
มายังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนมิถุนายน 2562
ต้องถือว่านี่เป็นหมัดแรกที่ 7 พรรคฝ่ายค้านที่ผนึกพลังเพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มพลัง
ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคอนาคตใหม่
ไม่ว่าจะมาจากพรรคเสรีรวมไทย ไม่ว่ามาจากพรรคประชาชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังปวงชนชาวไทย
ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ มีกองหน้า กองหลัง ครบครัน
เมื่อเห็นความแข็งแกร่งของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ต้องหันไปมองความสะเปะสะปะของ 19 พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล
นี่คือจุดอ่อนเมื่อต้องเผชิญเข้ากับ “หมัด” แรกจากฝ่ายค้าน
ไม่ว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
ไม่ว่าจะเป็น นายสุทิน คลังแสง ไม่ว่าจะเป็น นายปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
เด่นชัดว่าผ่านการตระเตรียมมาอย่างดี
จุดที่จะต้องบันทึกเอาไว้กล่าวสำหรับพรรคอนาคตใหม่ แต่ละแถวของเก้าอี้ยืนหยัดอยู่ในที่ประชุมอย่างหนาแน่น มั่นคง
ตรงกันข้าม 19 พรรคร่วมรัฐบาลบางตาอย่างยิ่ง
ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ พันธมิตร 7 พรรคฝ่ายค้านได้พุ่งปลายหอกไปยัง คสช.และโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างมีพลัง
แปรการอภิปรายทั่วไปให้มีลักษณะ “ไม่ไว้วางใจ”
มั่นใจได้เลยว่า หากพันธมิตร 7 พรรคฝ่านค้านสามารถจัดระบบได้อย่างเข้มแข็งทรงพลัง บทบาทในสภาผู้แทนราษฎรก็จะเปี่ยมไปด้วยความเข้มข้น คึกคัก
อภิปราย “ไม่ไว้วางใจ” ทุก 3 เดือน ทุกไตรมาส
การแสดงออกของพันธมิตร 7 พรรคฝ่ายค้านเท่ากับเป็นการตอกย้ำและยืนยันว่า บทบาทของผู้แทนปวงชนในรัฐสภานั้นมี “ความหมาย”
ขอแต่เพียงปักใจ มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว
ขอแต่เพียงดำเนินไปในลักษณอันมีการบริหารจัดการ มีการจัดตั้งเป็นองค์กร มีการตระเตรียมและหาข้อมูลมาเสริมเติมอย่างเหมาะสมทรงประสิทธิภาพ
บทบาทก็จะแปรเป็น “อาวุธ” อันทรงพลังได้

