ต่อยตี สัประยุทธ์ ป้อมค่าย แตก ภายใน ‘พลังประชารัฐ’

2.07.19 | 12:10 น.

จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังสถานการณ์หลังเดือนเมษายน 2561 เป็นต้นมา จึงจะสามารถเข้าใจภาพแห่งการขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐได้ชัดกระจ่าง

1 ภาพการเดินเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็น นายสกลธี ภัททิยกุล ไม่ว่าจะเป็น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ไม่ว่าจะเป็น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ท่านเหล่านี้เป็น “กปปส.” และเป็นอดีต ส.ส.กทม.

ขณะเดียวกัน 1 ภาพการเดินสายด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่งของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในนาม “กลุ่มสามมิตร”

Advertisement

เหมือนกับจะจำลองมาจาก “ไทยซัมมิท” อันมีรากฐานของ “จึงรุ่งเรืองกิจ”

แต่ความเป็นจริงที่ได้รับการขยายด้วยปาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โยงไปยังผู้ใหญ่ที่เคยร่วมทำงานกันในยุคพรรคไทยรักไทยและปัจจุบันนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล

นั่นคือองค์ประกอบของ 3 ส. อันเป็นที่มาของ “สามมิตร”

ลองไล่เรียงแต่ละภาพและนำมาต่อกัน จากกลุ่มอดีต ส.ส.กทม.ซึ่งเคยมีบทบาทใน กปปส.มายังการเดินสายของกลุ่มสามมิตร

ในที่สุดก็มารวมตัวกันภายใต้ธง “พลังประชารัฐ”

และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมก็เห็น นายอุตตม สาวนายน เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค เห็น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรค เห็น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เข้ามาเป็นเลขาธิการพรรค เห็นนาย กอบศักดิ์  ภูตระกูล เข้ามาเป็นโฆษกพรรค

อย่างที่เรียกตัวเองว่า “4 กุมาร”

เป็น 4 กุมารที่เดินออกมาจาก “ทำเนียบรัฐบาล” และเข้ามาอยู่ในสถานะเป็นผู้ถือธงนำในนามของพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนมีเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ยิ่งมองยิ่งเห็นการเกาะเกี่ยวระหว่าง 1 ทำเนียบรัฐบาล 1 กลุ่ม 4 กุมาร 1 กลุ่มอดีต ส.ส.กทม.ซึ่งเคยเป็นแกนนำ กปปส. และ 1 กลุ่มสามมิตร

นั่นคือ “อดีต” แล้ว “ปัจจุบัน” เป็นอย่างไร

แม้ว่าไม่ว่ากลุ่มอดีต ส.ส.กทม.ซึ่งเคยเป็นแกนนำ กปปส. และไม่ว่ากลุ่มสามมิตรซึ่งเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยจะมีจุดร่วมเดียวกัน

คือ เคารพ นับถือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ ระยะห่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แตกต่างกัน

ใครอยู่ใกล้ ใครอยู่ไกลรับรู้ด้วยภาษากาย

เห็นได้จากกลุ่ม กทม.มี ส.ส. 11 คน แต่ก็มีน้ำหนักและความเชื่อถือมากกว่ากลุ่มสามมิตรซึ่งมี ส.ส.กว่า 30 คน

เส้นทางของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จึงระหกระเหิน

ที่สำคัญมือขวาอย่าง นายอนุชา นาคาศัย จึงถูกตัดทิ้งไปจากวงจร

สภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้แม้จะมีความมั่นใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าสามารถบริหารจัดการได้

แต่ก็ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจ

ไม่มั่นใจว่า การดำรงอยู่ของ 30 ส.ส.ในกลุ่มสามมิตรจะยังเหนียวแน่นกับ 116 เสียงของพรรคพลังประชารัฐมากน้อยแค่ไหน เพียงไร

นี่ย่อมท้าทาย 11 ส.ส. กทม.เป็นอย่างสูง