โอ๋ๆๆๆ “บิ๊กป้อม” ถอดรหัส “อยากลาออก” งอน “น้องตู่” หรือ ล้อเล่น
เมื่อใจ พี่น้อง ไม่ตรงกัน กับช่วงเคาต์ดาวน์ร้อน ของ “บิ๊กหมู”
แม้ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จะออกตัวว่า การบอกว่าจะลาออกนั้น เป็นการกระเซ้าหยอกเย้า บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล่นก็ตาม
แต่ทหารในกองทัพ และนายทหาร สาย “วงษ์สุวรรณ” ต่างรู้ดีว่า นั่น ไม่ใช่การพูดเล่น
เพราะ พลเอกประวิตรเคยเอ่ยปากถามทีมงานที่ใกล้ชิดว่า “ถ้าอั๊วลาออก ลื้อจะลาออกด้วยมั้ย”
เหตุผลที่ทำให้พลเอกประวิตรพูดออกมาแบบนั้น คือ เรื่องอายุ ที่ปาเข้าไป 70 แล้ว แถมสุขภาพร่างกาย ก็ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะโรคหลอดเลือด และความดัน ที่ทำให้เคยล้มมาแล้ว รวมถึงอาการเจ็บขา เดินเหินไม่ถนัด จนต้องไปหาหมอรักษา
แต่อีกเหตุผลหนึ่ง คือ พลเอกประวิตรไม่ค่อยแฮปปี้กับแนวทางการแก้ปัญหาในบางเรื่องของพลเอกประยุทธ์ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งมีอำนาจสูงสุด
อย่าลืมว่า พลเอกประวิตร นั้นเป็น เบอร์ 2 ทั้งในรัฐบาล ที่เป็น สร.2 เป็นรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 และใน คสช. ก็เป็น รองหัวหน้า คสช.
แม้ในทางปฏิบัติ พลเอกประยุทธ์จะให้เกียรติพลเอกประวิตรในฐานะพี่ใหญ่อย่างที่สุดก็ตาม แต่พลเอกประยุทธ์ก็เป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดในทุกเรื่อง
ดังนั้น การที่พลเอกประยุทธ์เผยว่า พลเอกประวิตรอยากลาออก แล้วทำให้กลายเป็นเรื่องขำๆ ล้อเล่น ด้วยการบอกว่า “ถ้าลาออก ผมก็จะใช้ มาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่”
ก่อนที่จะสำทับว่า เรารักกัน ก็มีหยอกล้อกันบ้าง ตามประสาพี่น้องที่สนิทสนมกันมากนั้น
แต่ทว่า มันเป็นการสะท้อนว่า พลเอกประวิตรไม่ใช่แค่พูดว่าอยากลาออกกับนายทหารที่ใกล้ชิดเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่พูดกับพลเอกประยุทธ์แล้ว
แต่ก็รู้กันดีว่า พลเอกประยุทธ์ก็คงจะไม่ยอมให้พลเอกประวิตรลาออกง่ายๆ เพราะกว่าที่จะขอให้เข้ามาเป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้ หลังการรัฐประหาร ก็ต้องขอร้องหลายรอบ
หากแต่ที่มากกว่านั้นคือ พลเอกประยุทธ์คงต้องมานั่งคิด ว่า ทำอะไรให้ “พี่ป้อม” ไม่พอใจ อึดอัดใจหรือไม่ จนถึงขั้นที่มาพูดว่า อยากลาออก กับตนเอง
แม้ว่า เหตุผลที่พลเอกประวิตรอยากลาออก คือเรื่อง อายุ สุขภาพ และความเหนื่อยล้า อยากพักผ่อน
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ ก็คือ เป็นการส่งสัญญาณจากพลเอกประวิตร พี่ใหญ่ในรัฐบาล และ คสช. คนนี้หรือไม่
“ไม่มีอะไร ผมแหย่ท่านเล่น พี่น้องกัน” พลเอกประยุทธ์ ออกตัว เพื่อสยบความสงสัย
แม้ พลเอกประวิตร จะบอกว่าพูดเล่น เพราะนักการเมืองจะพูดเรื่องลาออกไม่ได้เสียหายก็ตาม
แต่พลเอกประวิตรยอมรับว่าเหนื่อย และเคยบ่นว่า เหนื่อยมากที่สุดตั้งแต่ทำงานมา ตอนที่ทำงานในกองทัพ 30-40 ปี ยังไม่เหนื่อยเท่านี้
ก่อนจะเปรยว่า “ไม่มีอะไรหรอก ผมพูดเล่น ก็ต้องอดทน ทำต่อไป ทำยังไงได้”
ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะเบี่ยงเบนประเด็น ให้เป็นเรื่องพูดเล่น กระเซ้าเย้าแหย่กันระหว่างพี่ป้อมกับน้องตู่เท่านั้น
แต่ทหารในกองทัพ และทีมงานบิ๊กป้อมในกลาโหม รู้ดีว่า นั่นเป็นการส่งสัญญาณจากพี่ป้อมให้น้องชายที่เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ขบคิด
“ไม่ได้งอนใคร แก่แล้ว จะไปงอนใคร” บิ๊กป้อมยัน
แต่ต้องไม่ลืมว่า ระยะหลังๆ มานี้ นอกจากจะบ่นว่าเหนื่อยบ่อยๆ แล้ว พลเอกประวิตรยังบ่นว่า “เบื่อ” อีกด้วย
“นายกฯ ทำงานทุ่มเท เสียสละเข้ามา ไม่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นยังไงแล้ว นายกฯ คิดงานทั้งวัน แต่ยิ่งคิดมากๆ ก็ยิ่งเดือดร้อนผม เพราะท่านให้ผมทำ ให้รับผิดชอบ และตามเร่งแก้ปัญหา คุยกับนายกฯ 1 ช.ม. เนี่ย ไม่มีเรื่องอื่นเลย มีแต่เรื่องงาน ผมเบื่อจะตายอยู่แล้ว” พลเอกประวิตรกล่าวบนเวทีสัมมนา “ขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ” ด้านความมั่นคงที่ศูนย์ราชการ
โดยที่ในเวลานั้นมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ที่พลเอกประยุทธ์เผยในเวลาต่อมาว่า ฟังอยู่
จนอาจเป็นสาเหตุที่ ทำให้พลเอกประยุทธ์งัดมุข อยากลาออก มาแซวพลเอกประวิตร
แถมเป็นการมาพูดในช่วงเวลาของการครบรอบ 2 ปี การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
ที่ผ่านมา มีข่าวสะพัดออกมาเป็นระยะๆ ถึงความน้อยใจของพลเอกประวิตร ที่ไม่อาจทำอะไรได้ในหลายเรื่อง เพราะนายกฯ ไม่เห็นด้วย ติติง หรือขอให้ชะลอ เอาไว้ก่อน
แต่ข่าวที่สะพัดแรงที่สุดในกลาโหม ก็คือ การที่ 2 พี่น้อง ใจไม่ตรงกัน ในการเลือก ผบ.ทบ.คนใหม่
เพราะ พลเอกประยุทธ์ต้องการให้ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ แทน บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ที่จะเกษียณกันยายนนี้
ส่วนพลเอกประวิตรนั้นสนับสนุน บิ๊กแกละ พลเอกพิสิทธิ์ สิทธิสาท เสธ.ทบ. ให้เป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ เพราะเป็นนายทหารที่เติบโตทำงานด้วยกันมาตั้งแต่อยู่แดนบูรพาพยัคฆ์ พล.ร.2 รอ. ตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ
แต่ในที่สุด มีข่าวว่าพลเอกประยุทธ์ขอเป็นคนตัดสินใจที่จะเลือก พลเอกเฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. หลังจากที่พยายามจะให้เหตุผลต่างๆ กับพลเอกประวิตรมาแล้วระยะหนึ่ง
จนเป็นที่รับรู้กันใน ทบ. แล้วว่า พลเอกเฉลิมชัย จะเป็น ผบ.ทบ.
อีกทั้ง พลเอกธีรชัยก็จะเสนอชื่อ พลเอกเฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. แทนตนเอง อีกด้วย
เพราะพลเอกธีรชัยก็มองพลเอกพิสิทธิ์เป็นนายทหารในสาย “อุทยานราชภักดิ์” ที่สนิทสนม และขึ้นมาเป็น เสธ.ทบ. ได้ ก็เพราะ บิ๊กโด่ง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ที่ผลักดันเอาไว้ตอนที่เป็น ผบ.ทบ.
อันเป็นที่รู้กันดีว่า ระหว่างพลเอกธีรชัยกับพลเอกอุดมเดชนั้น มีรอยร้าวในใจที่ยากจะเยียวยา แม้จะเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 14 และเป็น คสช. ด้วยกันก็ตาม
ทั้งยังมีรายงานด้วยว่า พลังของเตรียมทหารรุ่น 16 มีส่วนในการช่วยผลักดันพลเอกเฉลิมชัยให้เป็น เต็ง 1 ผบ.ทบ.
โดยเฉพาะ บิ๊กโชย พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.ผบ.ทบ. น้องรักของนายกฯ ที่จะเกษียณกันยายนนี้ก็สนับสนุนพลเอกเฉลิมชัยเป็น ผบ.ทบ. คนต่อไป เพราะเป็นเพื่อน ตท.16 ด้วยกัน
ไม่นับรวม บิ๊กจุก พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ รอง ผบ.สส. ที่มาทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม ให้พลเอกประวิตร ก็เป็น ตท.16
แต่ก็มีข่าวสะพัดว่า พลเอกประวิตรก็ยังไม่มั่นใจในตัวพลเอกเฉลิมชัยซึ่งเติบโตมาจากต่างสาย เพราะโตจากการเป็นนายทหารรบพิเศษ ไม่ใช่ทหารเสือราชินี หรือบูรพาพยัคฆ์
แถมทั้งเป็นนายทหารสายตรงของ บิ๊กแอ้ด พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ ที่เคยมีปัญหาคาใจกับพลเอกประวิตรมาก่อน
แถมทั้งพลเอกเฉลิมชัยมีอายุราชการถึงปี 2561 หากขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ถึง 2 ปี จะกลายเป็น ผบ.ทบ. ที่แข็ง และเปี่ยมอำนาจ
นี่จึงทำให้พลเอกธีรชัยเอง ก็ยังไม่อาจเดาใจพี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดีคนนี้ได้ว่า จะตัดสินใจอย่างไร
แต่นายทหารในสายตึกไทยคู่ฟ้าต่างรู้ดีว่า พลเอกประยุทธ์พึงใจ พลเอกเฉลิมชัย มากกว่า พลเอกพิสิทธิ์
จนทำให้ ในหมู่นายทหารรบพิเศษ ต่างก็เตรียมตัวเตรียมพร้อมกันแล้ว ว่า จะมีรบพิเศษ หมวกแดง เป็น ผบ.ทบ. ในรอบ 10 ปี หลังจากที่ บิ๊กบัง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2549 แถมเป็น ผบ.ทบ. ที่ได้ก่อการรัฐประหารอีกด้วย
แถมทั้งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นายทหารเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นของพลเอกประวิตร ว่า ระหว่างพลเอกประวิตรกับพลเอกสนธิมีเรื่องคาใจกันมา
เรียกได้ว่า พลเอกประวิตร โดน “สองเด้ง” เลย หากพลเอกประยุทธ์ เลือก พลเอกเฉลิมชัย รบพิเศษ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.
ไม่เลือก พลเอกพิสิทธิ์ ที่เป็นน้องที่โตมาใน พล.ร.2 รอ. ด้วยกัน
อันอาจกระทบ จิตใจพลเอกประวิตรไม่น้อย
การที่พลเอกประวิตรพูดเรื่องอยากลาออก จึงอาจเป็นการ “น้อยใจ” หรือ “งอน” หรือ “ประท้วง” น้องรักในระดับหนึ่งก็ว่าได้
ต้องรอดูว่า พลเอกประยุทธ์ จะ “ง้อ” พี่ชายที่แสนดี ผู้มีพระคุณคนนี้อย่างไร นับจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลหัวใจของพี่ป้อม ไม่ให้ถอดใจอยากลาออกอีก
เพราะหากรัฐบาล และ คสช. ขาดพลเอกประวิตรไปก็คงระส่ำระสายไม่น้อย โดยเฉพาะในกองทัพที่แบ่งเป็นขั้วข้าง แต่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้ในทุกวันนี้ เพราะบารมีของพลเอกประวิตรนั่นเอง
เรียกได้ว่า รัฐบาล และ คสช. จำต้องมีทั้งพลเอกประยุทธ์ที่มีความเด็ดขาด ความเป็นผู้นำ ยึดหลักการ และต้องมีบารมี ของพลเอกประวิตร ในการหลอมรวม คสช. ไว้ด้วยกัน แต่ก็ต้องระวังเรื่อง คนใกล้ตัว พรรคพวกเพื่อนฝูง ที่อาจทำให้เสียหาย เพราะบิ๊กป้อม เป็นคนใจดี และใจกว้าง แถมมีคอนเน็กชั่นเยอะ
พลเอกประยุทธ์ จึงต้องมาช่วยดูแล กลั่นกรองอีกที ด้วยความสนิทสนมกันมานาน พลเอกประยุทธ์จึงกล้าที่จะพูดกับพลเอกประวิตรตรงๆ เพื่อไม่ให้มีเรื่องคาใจ ที่อาจพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง
เพราะมีขบวนการที่รอ “เสี้ยม” สร้างความหวาดระแวง แตกแยก ระหว่าง พลเอกประยุทธ์ กับ พลเอกประวิตร เกิดขึ้นเสมอๆ โดยเฉพาะ กระแสข่าวที่พลเอกประวิตรอยากจะเป็นนายกฯ หรือ การตั้งพรรคทหาร หรือพรรคนอมินี
ขณะที่ช่วงเคาต์ดาวน์นั้น พลเอกธีรชัยก็ถูกจับตามองในหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการสั่งปิดปราสาทพระวิหาร จำลองบนผามออีแดง ที่ถูกมองว่าเสียท่า เพราะทำให้ฝ่ายกัมพูชานำมาเป็นข้ออ้างในการทวงถามว่า ไหนมีข่าวว่าไทยจะทุบทิ้ง
เพราะฝ่ายกัมพูชา มองว่า การที่ ผู้การไก่ พันเอกธนะศักดิ์ มิตรภานนท์ ถูกเด้งจาก ผบ.ร.6 พ้นเขาพระวิหาร นั้น เพราะสร้างปราสาทจำลองแห่งนี้
จึงเอาประเด็นนี้ มาเคลื่อนไหวต่อ ทั้งๆ ที่เดิมกัมพูชาไม่ได้ประท้วงอะไรมาเลย แต่เมื่อเห็นข่าวพลเอกประยุทธ์แสดงความไม่แน่ใจว่า ผามออีแดงอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่
รวมการที่ ผบ.ทบ. ย้าย พันเอกธนะศักดิ์ และปิดปราสาทจำลอง นั้น ฝ่ายกัมพูชาจึงนำมาเป็นเหตุผลในการจี้กองทัพให้ทุบทิ้ง
เพราะหาก นายกฯ หรือ ผบ.ทบ. สั่งทุบทิ้ง ก็จะเข้าทางกัมพูชาในการรุกคืบมาอ้างว่าผามออีแดงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ทั้งๆ ที่เป็นแผ่นดินไทย ไทยจึงเสี่ยงต่อการเสียท่าเขมรอย่างยิ่ง
แม้ว่าในทางปฏิบัติความผิดของพันเอกธนะศักดิ์ คือ ไม่ได้ทำเรื่องทำโครงการ และไม่ได้ขออนุญาต และไม่เคารพผู้บังคับบัญชาตามสายงาน ก็ตาม
แต่เรื่องนี้ก็น่าจับตามอง เพราะพลเอกประวิตร ยืนยันว่า ผามออีแดง คือแผ่นดินไทย และจะให้เกิดปราสาทฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ยืนยันว่าจะไม่ทุบทิ้ง
แถมจะขอตัวพันเอกธนะศักดิ์มาช่วยงานหน้าห้องของ รมว.กลาโหม ด้วย หลังจากที่ถูกย้ายเข้ากรุ เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา
ในฐานะที่พันเอกธนะศักดิ์ได้รายงานต่อพลเอกประวิตร เรื่องการสร้างปราสาทฯ มาก่อนแล้ว อีกทั้งพลเอกธีรชัยก็ไม่รู้ว่า พันเอกธนศักดิ์คือน้องรักในสายทหารอีสานของพลเอกประวิตร จึงเด้งพ้นตำแหน่ง โดยไม่ได้ปรึกษาพลเอกประวิตรก่อน
งานนี้จึงทำให้ พลเอกธีรชัย ไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องนี้
ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า บิ๊กแช พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรีสนธยา ศรีเจริญ ผบ.พล.ร.6 ที่เป็นคนให้ข้อมูลพลเอกธีรชัยจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
ในยามนี้ มีเรื่องทำให้พลเอกธีรชัยขุ่นใจหลายเรื่อง เพราะ บิ๊กหม่อม หรือ บิ๊กจิ๋ว พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ สวัสดิวัตน์ นายทหารผู้ใกล้ชิด และทำหน้าที่หัวหน้า ชุด รปภ. ถูกโจมตี
ทั้งเรื่องสถานภาพในกองทัพ และการเป็นนายทหารที่อาจจะเข้ากับนายทหารคนอื่นๆ ยาก เพราะเป็นคนแข็งๆ ตรงไปตรงมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
เพราะการทำหน้าที่ ดูแล รปภ. ผบ.ทบ. อย่างเข้มงวดนั้น บางครั้งอาจทำให้มีคนไม่พอใจ
แต่ตัวเขารู้ดีว่า พยายามผ่อนปรน เช่น หากอยู่ในทำเนียบรัฐบาล หรือเหล่าทัพ หรือส่วนราชการอื่น เขาก็จะไม่เข้าใกล้พลเอกธีรชัยเลย และจะออกมาจากห้องประชุมที่นายกรัฐมนตรี และ ผบ.เหล่าทัพ อยู่
อีกทั้งด้วยการที่เป็นยศพลตรี แต่มาทำหน้าที่หัวหน้าทีม รปภ. จึงต้องวางตัวให้เหมาะ
แม้แต่การที่ พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ ปรับระบบการรักษาความปลอดภัย ผบ.ทบ.ใหม่ ให้เข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เพราะการเข้ม รปภ. จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสถานการณ์ว่าไม่ปกติ แต่หากเข้มตลอดก็จะถือเป็นเรื่องธรรมดา
รวมถึงการซื้อมอเตอร์ไซค์นำขบวนขนาดใหญ่ ที่ให้สารวัตรทหารบก หรือที่รู้จักกันดีว่า “ฉลามบก” ใหม่ โดยเลือกยี่ห้อของญี่ปุ่นที่ราคาถูกกว่า แต่บริการหลังการขายรวมทั้งการฝึกให้และง่ายต่อการซ่อมบำรุง
แทนรถฉลามบกเดิมที่เป็นของยุโรปชื่อดัง ที่ราคาแพงกว่ามาก และอะไหล่แพง เพราะขนาด ทบ. จะแจกรถฉลามบกที่มีอยู่เดิมนี้ให้แต่ละกองทัพภาค ภาคละ 2 คัน ก็ยังไม่อยากจะได้ เพราะต้องมาดูแลซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายสูง
แต่ในหมู่ทหารสารวัตร สห.ทบ. นั้น ยกให้เขาเป็นฮีโร่ที่มาปรับปรุงหน่วยและเหล่าและกู้ศักดิ์ศรี ในการได้กลับมาทำหน้าที่ รปภ.ผบ.ทบ. จากเดิมที่เคยเป็นยุคของ กองพันจู่โจม รบพิเศษ และทหารเสือราชินี ร.21 รอ. แล้วแต่เหล่าของ ผบ.ทบ.
แม้พลเอกธีรชัยจะเป็นเหล่าราบ และเป็นบูรพาพยัคฆ์ แต่ทว่าไม่ได้เป็นทหารเสือราชินี เขาจึงไม่ได้ใช้ ทหาร ร.21 รอ. แต่ไว้วางใจ พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ จึงใช้ สห.ทบ. แทน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ พลตรี ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ รู้ดีว่า เขาได้กลายเป้าถูกโจมตี และรู้ด้วยว่า เป็นใคร กลุ่มใด
แต่เขายึดตามแนวทางของพลเอกธีรชัยที่ต้องนิ่ง ไม่หวั่นไหวใดๆ แต่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณทำงานให้เต็มที่
โดยเฉพาะการเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพกองทัพบก ทั้งการฝึก ความพร้อมรบเข้ม ทุกกองพล และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์
ในฐานะที่ก็เป็นนักรบชายแดนบูรพามาก่อน พลเอกธีรชัยจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความพร้อมรบที่ต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะไม่มีการสู้รบขนาดใหญ่ แถมการเป็น AEC ด้วยกัน แต่อาจมีการปะทะกัน ด้วยการใช้กำลังขนาดเล็ก
พลเอกธีรชัย จึงให้เตรียมความพร้อมระดับ กรมเฉพาะกิจ ทั้ง ทหารราบ และทหารม้า และปืนใหญ่ แถมเดินทางไปตรวจความพร้อมรบด้วยตนเองทุกกองพลทั่วประเทศ
รวมถึงการจัดซื้อทั้งรถถังจีน VT4 จำนวน 28 คัน ตามจำนวนเงินงบประมาณที่มีอยู่ก่อน แล้วมีแผนจะซื้อให้ครบ 3 กองพัน รวมถึงการซื้อ ฮ.MI-17 จากรัสเซีย อีก 1 ฝูงบิน ราว 12 เครื่อง เพื่อนำมาใช้ดับไฟป่า ตามบัญชานายกฯ
แถมนายกฯ ยังไฟเขียวให้ทำแผนซื้อ ฮ. มาทดแทนของเก่าที่จะปลดประจำการ เพราะใช้มากว่า 30 ปี เพื่อบรรจุ 50 เปอร์เซ็นต์ของอัตราก่อน
ที่สำคัญ ในระยะหลังๆ นี้ พลเอกธีรชัยดูจะสนิทแนบแน่นกับพลเอกประยุทธ์มากขึ้น ด้วยความที่เป็นเลขาธิการ คสช. และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย พลเอกประยุทธ์ในฐานะ หัวหน้า คสช. จึงเรียกหา บ่อยๆ
จนถูกจับตามองว่า หลังเกษียณแล้ว พลเอกธีรชัยจะได้ตำแหน่งใดใน ครม. หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ ก่อนเกษียณพลเอกธีรชัยก็ต้องเสนอชื่อ ผบ.ทบ. คนที่พลเอกประยุทธ์ต้องการ
แต่พลเอกประวิตร จะเห็นพ้องด้วย หรือ เห็นต่าง ตอนนั้น ค่อยมาว่ากัน
แต่หาก นายกฯ บิ๊กตู่ ทำอะไรให้พี่ป้อมน้อยใจอีกล่ะก็ พี่ป้อมอาจจะถอดใจขึ้นมาจริงๆ เมื่อนั้น ทั้งรัฐบาล คสช. และกองทัพคงจะระส่ำไม่น้อย
จากนี้จะมี รายการ “โอ๋” บิ๊กป้อม หรือไม่ ให้จับตามอง…

