‘ณัฏฐพล’ ยัน 3 วัน ตั้งรัฐบาลเสร็จ บอกสถานการณ์ การเมืองภายใน ‘พปชร.’ ดีขึ้น

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาลว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา วันนี้ได้เห็นความสงบเกิดขึ้น โดยพรรค พปชร.และพรรคร่วมทั้งหมด จะให้นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ เดินหน้าจัดครม.ตามความเหมาะสม คิดว่า 2-3 วันนี้ จะสามารถตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ หากรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม._ ปรากฎออกมาไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีก นายณัฏฐพล กล่าวว่า จากที่หลายฝ่ายออกมาแสดงจุดยืน ทำให้เห็นว่าทุกคนมองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และคงยอมรับการตัดสินใจของนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเราที่เป็น ส.ส.มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบริหารประเทศ และนำพาพวกเราไปในทางเหมาะสมได้

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

เมื่อถามว่าความสงบที่เกิดขึ้นในพรรค จะเป็นแค่ความสงบชั่วคราวหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ไม่ และคิดว่าเมื่อเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นในที่ประชุม ส.ส.เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมปรับการทำงานบางส่วน ทุกอย่างจะดีขึ้น ซึ่งหัวหน้าพรรครับฟัง และกรรมการบริหารพรรคได้วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว มีหลายอย่างที่คิดว่าสถานการณ์ดีขึ้น เป็นผลดีต่อการทำงานในเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี จากนี้

เมื่อถามว่าเสียงสะท้อนจาก ส.ส.ที่ระบุว่าไม่ได้รับการดูแลจากกรรมการบริหารพรรค จะมีการปรับการทำงานอย่างไร นายณัฏฐพล กล่าวว่า กรรมการบริหารไม่ได้มีหน้าที่ดูแล แต่จากนี้ การทำงานจะมีความเชื่อมต่อระหว่างกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.มากขึ้น ยอมรับว่าเราเป็นพรรคใหม่ ต้องปรับหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้เราจะนำไปพิจารณาในพรรค ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีชื่อของตนไปเป็นเลขาฯพรรคคนใหม่นั้น เรื่องนี้ในกรรมการบริหารพรรคยังไม่เคยพูดถึง อาจเป็นการคาดเดาของสื่อ และตนมั่นใจว่า ขณะนี้หัวหน้าพรรคและเลขาฯพรรค สามารถทำงานและประสานงานภายในให้เกิดความเหมาะสม และพวกตนในฐานกรรมการบริหารพรรค พร้อมรับทุกด้าน ไม่ว่าจะมีข้อเสนออย่างไร ก็พร้อมรับฟังและนำไปแก้ไข

เมื่อถามถึงความชัดเจนการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีชื่อเป็นรัฐมนตรี ต้องลาออกจากส.ส.หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า พรรคได้มีการหารือกันมาระยะหนึ่งแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด เพราะการทำงานในสภาฯก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดูว่าใครสามารถบริหารเวลาในการทำหน้าที่ได้ทั้ง 2 ส่วน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณารายบุคคลไป

 

บทความก่อนหน้านี้“ส.ประมง” ขู่ยกพล 5 หมื่นบุกกรุงต้าน ม.57 ห้ามจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก ชี้อวนจมคือผู้ทำลายพันธุ์ปลาทู
บทความถัดไปโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี ให้นายทหาร 7 นาย