นายวิษณุ เครืองาม เป็นคนนำคำ “เรือแป๊ะ” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับ คสช. และรัฐบาล คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า และนายกรัฐมนตรี
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “วิษณุ” ได้นำคำ “เรือเหล็ก” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดใหม่
“รัฐบาลชุดใหม่เหมือนเรือเหล็กขนาดใหญ่ บรรทุกทั้งคนและสินค้าจำนวนมาก รวมทั้งมีความรับผิดชอบมาก”
ฟังแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับ “เรือแป๊ะ” รัฐบาลชุดใหม่น่าจะแข็งแกร่งกว่า
แต่ทว่า นายวิษณุได้เปรียบเปรยขยายต่อไปว่า แม้เหล็กจะไม่ทำให้เรือรั่วง่าย แต่อาจจะเกิดสนิม
และสนิมที่เกิดจากเนื้อในเหล็กที่สะสมและใช้เวลานานนี่แหละน่ากลัว
วิธีป้องกันสนิมขึ้นอยู่กับทุกคนที่โดยสารมากับเรือ
แม้แต่คนที่ไม่มีภาระหน้าที่ก็ต้องไม่ใช้เท้าราน้ำ
คําเปรียบเปรยของ “วิษณุ” เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลใหม่กำลังคัดสรรตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์
ล่าสุดโผ ครม. ชุดใหม่ลงตัว พล.อ.ประยุทธ์ อารมณ์ดี และส่งสัญญาณว่า “เรียบร้อยแล้วนะจ๊ะ”
รายชื่อที่ปรากฏในโผสุดท้าย ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กระทรวงพาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กระทรวงสาธารณสุข
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.กระทรวงมหาดไทย นาย ทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.กระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กระทรวงกลาโหม
นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงการคลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.กระทรวงการคลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.กระทรวงคมนาคม นายถาวร เสนเนียม รมช.กระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.กระทรวงคมนาคม
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.กระทรวงพลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงยุติธรรม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ หวัง ศุภกิจโกศล รมช.กระทรวงพาณิชย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.การกระทรวงสาธารณสุข ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ครม.ชุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในกลางเดือนกรกฎาคม
ก่อนรายชื่อ ครม.จะได้ข้อยุติ ได้ปรากฏความเคลื่อนไหว “ต่อรอง” ตำแหน่งกันโจ่งแจ้ง ปรากฏเป็นข่าวติดต่อกันมาเป็นเดือน
นับตั้งแต่เมื่อที่ประชุมรัฐสภายกมือเลือก พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี กระแสข่าวจากพรรคแกนนำอย่างพรรคพลังประชารัฐก็โหมกระหน่ำ หวังทวงคืนโควต้ากระทรวงสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยได้รับ
เมื่อมีการเคลียร์กันลงตัว ก็ปรากฏแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐ โดยมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม ส.ส.อีสานเหนือ และกลุ่ม ส.ส.อีสานใต้
แต่ที่รุนแรงมากที่สุดเห็นจะเป็นการตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่ม 3 มิตรเพื่อทวงโควต้าเก้าอี้เดิม
“โควต้าเดิม” หมายถึงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของนายสุริยะ เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของนายอนุชา ซึ่งโควต้าใหม่ นายสุริยะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนนายอนุชา ไม่มีเก้าอี้
แรงกระเพื่อมรุนแรงถึงขั้นประกาศขับไล่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พ้นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โดยนายสนธิรัตน์ก็ประกาศข้ามประเทศว่า ไม่เอาเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้
แต่เพียงชั่วข้ามคืน ด้วยพลังภายในของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ทำให้กลุ่ม 3 มิตรสิ้นลาย
นายสุริยะออกมาแถลงยอมรับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์
ตอกย้ำว่า 3 มิตรจะไม่งอแงอีกแล้ว
วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพบสาเหตุหลักคือเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นอยู่ในระดับ “ปริ่มน้ำ” ทำให้กลุ่ม ส.ส. และพรรคร่วมมีพลังในการต่อรอง
ทำให้การจัด ครม.ครั้งนี้มีการต่อรองที่อื้อฉาวที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอานุภาพของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญที่เป็น “คุณ” ต่อ คสช. คือสามารถทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯอีกครั้ง และพรรคพลังประชารัฐแม้จะมี ส.ส.น้อยกว่าแต่ก็เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้
แต่ขณะที่รัฐธรรมนูญเป็น “คุณ” กับ คสช. รัฐธรรมนูญก็เริ่มจะเป็น “ทุ่นระเบิด” ของรัฐนาวาเรือเหล็ก พล.อ.ประยุทธ์ด้วย
มาตรา 162 ระบุว่า ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
นโยบายต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ
ต้องชี้แจง “แหล่งที่มาของรายได้” ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ
ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่
เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. จะต้องเผชิญหน้ากับรัฐสภา
หมายถึงต้องเผชิญหน้ากับการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย
ทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และยังมีอีกหลายอย่างที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแต่หลายคนยังไม่คุ้นเคย
อาทิ กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่าปัจจุบัน กฟผ.มีสัดส่วนกำลังการผลิตเพียงร้อยละ 37 และมีแนวโน้มลดลง
ขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า 51
เท่ากับว่า กฟผ.ต้องผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นหรือไม่ก็ต้องซื้อโรงไฟฟ้ามาเพิ่มอีก
ย้อนหลังกลับไปสู่ยุครัฐวิสาหกิจเหมือนเดิม
แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำเช่นนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?
นี่เป็นแค่เรื่องเดียว ขณะที่เรื่องอื่นๆ จากข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่พร้อมจะเป็น “ทุ่นระเบิด” ยังมีอีกมาก
ทุกอย่างรอต้อนรับรัฐนาวา “เรือเหล็ก” ของ พล.อ.ประยุทธ์
รอวันที่เรือเหล็กลำนี้จะแล่นออกจากฝั่ง

