กรณีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือ ‘เฮียเพ้ง’ ประกาศกลางงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 69 ปีที่บ้านพักย่านเหม่งจ๋าย เมื่อช่วงหัวค่ำ วันที่ 5 ก.ค. 2562 ว่า ขอยุติบทบาททางการเมืองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เนื่องจากอายุเยอะแล้ว และได้ทำการเมืองมานานพอสมควร วันนี้จึงอยากหยุดเพื่อพักผ่อน โดยเป็นการประกาศต่อหน้า ส.ส. พรรค พท. ที่มาร่วมงานนั้น
อ่าน : ‘เฮียเพ้ง’ มือขวา ทักษิณ ประกาศลั่นกลางงานวันเกิด ‘ขอวางมือทางการเมืองนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป’
อ่าน : ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ ‘กิ๊ก-พิชญา’ ลูกสาวเฮียเพ้ง ‘พ่อสั่งไม่ให้เล่นการเมือง’
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน การประกาศวางมือของนายพงษ์ศักดิ์ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง วันนี้จึงพาไปฟังเวอร์ชั่นเต็มๆ ที่เฮียเพ้งประกาศต่อหน้าส.ส.เพื่อไทย เมื่อคืนที่ผ่านมา
เรียนท่านอดีตรองประธานสภา ท่านสามารถ ท่านวิสุทธ์
ท่านอดีตรมว.พิชัย รมว.ประเสิรฐ รมต ป้ารื่น
พี่น้องนักว่ายน้ำจุฬาฯ เพื่อนๆ นักเรียนเตรียมอุดม เพื่อนๆ วิศวะจุฬา เพื่อนร่วมงาน และพี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายที่มาร่วมงาน
ผมขอขอบคุณ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน ที่มาอวยพรวันเกิดผมในวันนี้
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมีความสุข ที่ได้มีโอกาสเจอทุกท่านซึ่งก็มากันแบบไม่ต้องนัดหมาย
เป็นที่รู้ๆ กันว่าเมื่อถึงวันนี้ก็มาที่บ้านผมได้เลย มาทานข้าวกัน มาเจอกัน มาทักทายถามสารทุกข์สุกดิบกัน
บางท่านก็มาทุกปี บางท่านก็มาบ้าง ไม่มาบ้าง บางท่านก็มาแล้วก็หายไปเลย ไม่มาอีกเลย (หัวเราะ)
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านที่มาทุกปีจะรักผมมากกว่าท่านที่มาบ้างไม่มาบ้าง หรือ ไม่เคยมา
และก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะลืมคนที่ไม่มา และระลึกในความห่วงใยเฉพาะคนที่มา
ด้วยภารกิจหน้าที่การงาน ผมรับทราบและเข้าใจเป็นอย่างดี
หลายท่านอยากมาแต่ก็ติดภารกิจ ปลีกตัวไม่ได้ หลายท่านก็มีภารงานในต่างประเทศก็ไม่สะดวกที่จะมา
แต่ทุกท่านที่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติ และเป็นห่วงใยในตัวผม ต่างก็ติดต่อสื่อสาร โทรศัพท์บ้าง ไลน์บ้าง เพื่ออวยพรวันเกิดให้ผม
ผมก็เลยจะขอโอกาสนี้บอกทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ และไม่ได้มาในวันนี้ให้ทราบว่าผมไม่เคยลืมการแสดงออกถึงความปราถนาดีจากการกระทำและแววตาที่เป็นมิตรและอบอุ่นของทุกท่านเลย ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มีความปราถนาดีให้ผมต่อเนื่องตลอดมา

พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านครับ
วันนี้ผมอยากพูดเรื่อง “ความรัก”
ความรักนี้เป็นเรื่องแปลก มีได้เรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้ มีอยู่แต่มองไม่เห็นก็ได้
ความรักเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม
ผมรู้จักความรักครั้งแรกเมื่ออายุน้อยๆ
คนแรกที่ผมรักมาก รักแบบหมดใจคือ “แม่”
แม่คือคนที่ผม “รักเท่าฟ้า” “รักเป็นอันดับหนึ่ง”
อยู่ไปอยู่มา พอผมเริ่มโตขึ้น มีพี่น้องให้เล่นซนกันทุกวัน
ความรักของผมก็ขยายตัว แตกกิ่งก้านเพิ่มเติม เป็นความรักในพี่น้องร่วมสายเลือด
แปลกแต่จริงคือพี่น้อง เล่นกันทุกวัน ทะเลาะกันทุกวัน แต่ยังรักกันมากมาย
แม้จะรักพี่น้องมากมาย แต่แม่ก็ยังครอง “อันดับหนึ่ง” ของคนที่ผมรักอย่างต่อเนื่อง
………..
เมื่อผมเข้าโรงเรียน เริ่มเรียนหนังสือ
ผมก็เริ่มมีเพื่อน กิจกรรมแต่ละวันนอกจากเรียนด้วยกัน ก็คงเหมือนหลายท่านในห้องนี้
ผมและเพื่อนก็มีทะเลาะถกเถียง ต่อยตีกันบ้าง ไปเที่ยวไหนต่อไหนเถลไถลกันบ้าง
ซึ่งเต็มไปด้วยความสนุกตามประสาวัยคะนอง
กิจกรรมในแต่ละวันก็เลยเต็มไปด้วยกิจกรรมกับเพื่อน
ความรักของผมก็แตกตัว ขยายไปสู่การรักเพื่อน
ผมก็เริ่มห่างครอบครัว ห่างแม่ ห่างพี่น้อง
ดูเสมือนหนึ่งว่าผมรักแม่น้อยลง รักพี่น้อง น้อยลง
แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ความรักของผมแยกกันอยู่และมีมากมาก ไม่แก่งแย่งกันเอง
ผมรักเพื่อนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผมรักพี่น้อง หรือ รักแม่น้อยลง
ผมเคยรักแม่เป็นอันดับหนึ่งอย่างไร ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
แต่ความสนุกสนานในวัยคะนองที่ได้เที่ยวเล่นและใช้ชีวิตกับเพื่อนทำให้ลืมพี่น้อง ลืมแม่ไปบ้างเป็นบางขณะ (หัวเราะ)
……
เมื่อผมมีครอบครัว
ผมก็เริ่มมีความรักอีกแบบ
เป็นความรักที่ผมมอบให้ภรรยาคู่ชีวิต
ความผูกพันและภาระหน้าที่ดูแลภรรยาทำให้เวลาและการดูแลพ่อแม่พี่น้อง และเที่ยวเล่นกับเพื่อนลดลง
แต่ความรักที่เคยมีให้กับคนเหล่านั้นไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
………..
และถึงวันสำคัญที่สุดในชีวิตผม
วันที่ผมมีลูก
กำเนิดของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของผมทำให้ผมหันมาสนใจในพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันของลูก
ผมทุ่มเทความสนใจและกำลังทั้งหมดให้กับการดูแลลูก
ความรักในลูกได้ก้าวขึ้นมาเป็น “อันดับหนึ่ง” ในใจผม
เบียดเบียนเวลาและการดูแลความรักหลายๆ อย่างที่ผมเคยมี
ตัวผมเอง ผมรู้ตัวทันทีที่เห็นหน้าลูกในวันแรกที่ลูกลืมตาดูโลกว่าจะไม่มีความรักอื่นใดมาทดแทนความรักลูกของผมได้
ที่น่าสนใจก็คือ
การที่ผมตระหนักในความรักลูกของผมทำให้ผมกลับไปนึกถึงความรักที่แม่เคยมีให้ผม
ผมเกิดความเข้าใจอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนว่าแม่รักเรานั้นมีความหมายอย่างไร
ความรักที่แม่มีให้เรานั้น เป็น “ความรักแห่งการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข” ที่แท้จริง

…………..
ผมเชื่อว่าความรักคือการให้
ผมยินดีและเป็นผู้ให้มาเสมอสำหรับคนที่ผมรัก
คนบางคนรักผมกลับมากกว่าที่ผมรักเขา
คนบางคนก็รักผมน้อยกว่า
ที่แปลกก็คือคนบางคนใช้ประโยชน์จากการที่ผมรักเขา
แม้ผมจะรู้ แต่ผมก็ยังยินดีเป็นผู้ให้เพราะ.. “ผมรักเค้าไปแล้ว” (หัวเราะ)
……..
พูดความรักไปเยอะแล้ว ผมขอเปลี่ยนไปเล่าย้อนอดีตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
ผมเคยเกิดอาการ “หัวใจวายเฉียบพลัน” ที่สนามกอล์ฟราชพฤกษ์
คนขับรถรีบขับรถพาผมไปโรงพยาบาลพระรามเก้า
แม้จะรีบเต็มที่ แทบจะฝ่าทุกไฟแดง แต่ก็ยังใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที
เมื่อถึงโรงพยาบาล ร่างกายผมทนไม่ไหวเกิดสภาพธาตุไฟแตก
แต่ผมยังพยายามเดินเข้าไปหาหมอ ซึ่งคุณหมอและพยาบาลได้ให้ความช่วยเหลือและช่วยชีวิตผมไว้ได้
คุณหมอไห่ ซึ่งเป็นญาติของ รมว.พิชัย ที่เป็นผู้รักษาผมในตอนนั้นได้กล่าวกับผมในภายหลังว่า
การที่ผมรอดชีวิตหลังจากเกิดอาการหัวใจวายและใช้เวลาเดินทางถึง 40 นาที กว่าจะถึงโรงพยาบาลโดยไม่ได้ทำการปฐมพยาบาลระหว่างเดินทางนั้น
เป็นเรื่อง “มหัศจรรย์” คุณหมอไห่เล่าว่า คนทั่วไปหากเกิดอาการเหมือนผมจะเสียชีวิตภายใน 10 นาทีแรก
……
พี่ๆ น้องๆ ครับ
ปีนี้ วันนี้ ผมอายุครบ 69 ปีบริบูรณ์
ชีวิตผมเป็นมาหมดแล้ว ทั้งที่เป็นโดยธรรมชาติ เป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน เป็นสามี เป็นพ่อ
และเป็นเพราะหน้าที่การงาน เป็นผู้บริหารธุรกิจระดับล่าง เป็นผู้บริหารระดับสูงสุด เป็นรัฐมนตรี
ทุกอย่างที่เป็นอยู่และเคยเป็นคือ “นามสมมุติ” ทั้งนั้น
สิ่งที่มีอยู่จริงและแท้แน่นอนคือ “ความรัก” ตามฐานะของนามสมมุติ
เป็นลูก ก็ต้องรักพ่อแม่
เป็นน้อง ก็ต้องรักพี่
เป็นพี่ ก็ต้องรักน้อง
เป็นเพื่อน ก็ต้องรักเพื่อน
เป็นสามี ก็ต้องรักภรรยา
เป็นพ่อก็ต้องรักลูก
เป็นรัฐมนตรี ก็ต้องรักประชาชนอย่างแท้จริง
ถ้าเรายึดติดและหลงติดในนามสมมุติ และไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ให้ความรัก” แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเราตามนามสมมุติ
เราก็เป็นคนที่ไร้ความหมาย ไร้คุณค่าครับ
เป็นลูก ไม่รักพ่อ ไม่รักแม่ ก็เป็นลูกที่ใช้ไม่ได้
เป็นรัฐมนตรี ไม่รักประชาชน ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกันครับ
…..
ปีนี้ผมอายุครบ 69 ปีแล้ว
ผมเรียกช่วงเวลาที่เหลือว่าเป็น “ช่วงสุดท้ายของชีวิต”
ผมอาจมีช่วงสุดท้ายของชีวิตแค่ 1 วัน 2 วัน หรือ 1 ปี หรือ 10 ปี ผมบอกไม่ได้
ผมคงไม่มีปาฏิหาริย์ชีวิตบ่อยๆ เหมือนครั้งที่รอดจากหัวใจวายครั้งนั้น
ผมเหลือเวลาอีกเท่าไรไม่ทราบ แต่รู้ว่าผมจะทำอะไรสำหรับเวลาที่เหลือ
ผมตั้งใจและตัดสินใจแล้วว่าเวลาที่เหลือของผมนอกจากจะช่วยเพื่อนผมทำงานแล้วก็คือเวลาของลูกผม
ผมจะให้เวลาทั้งหมดที่เหลือของผมสั่งสอนประสบการณ์ชีวิตให้ลูกสุดที่รักทั้งสองของผม
ตอนนี้ลูกผมเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เค้าอาจจะเรียนต่อจนได้ปริญญาโท ปริญญาเอก จะสักกี่ใบก็ตามที
ผมมั่นใจว่าวิชาการที่เค้าเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยนั้นไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
ผมไม่ใช่เป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย แต่ผมรู้สึกว่าสังคมปัจจุบัน สภาพแวดล้อมปัจจุบัน “อยู่ยาก”
ผมไม่อยากทิ้งลูกๆ ของผมให้ดิ้นรนต่อสู้กับ “สิ่งที่อยู่ยาก” และบางครั้งก็ “ขาดหลักการ” เหล่านี้ตามลำพังโดยขาดหลักคิดที่ควรจะมี
ด้วยเหตุผลนี้
ผมจึงขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่าผมจะใช้เวลาที่เหลือของผมสั่งสอนประสบการณ์ชีวิตให้ลูกผม
และผมได้ตัดสินใจแล้วว่าผมจะยุติบทบาททางการเมือง เพื่อจะใช้เวลาของผมกับลูกๆ ผมให้เต็มที่
ซึ่งผมก็ได้กราบเรียนผู้ใหญ่ที่ผมเคารพได้ทราบล่วงหน้าแล้ว
ผมขอถือโอกาสนี้บอกพี่ๆ เพื่อนๆ ในวันนี้ด้วยครับ
ท้ายสุดนี้ ผมขออวยพรให้ทุกท่านใน ณ ที่นี้ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง
แคล้าวคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวงวและขอให้มีความเจริญรุ่งเรื่องในทุกๆ ด้าน
ขอบคุณครับ

สำหรับลูกแฝดของเฮียเพ้งนั้น กิ๊ก-พิชญา รักตพงศ์ไพศาล ลูกแฝดหญิง จบปริญญาตรีสาขาพื้นฐานสังคมศาสตร์ และจิตวิทยา มหาวิทยาลัย NYU หรือ New York University เมื่อพ.ค. 2560 โดยลูกสาว ประกาศหลังเรียนจบเมืองนอกว่าจะช่วยบริหารโรงเรียนนานาชาติ KIS ของครอบครัว เพื่อต่อยอดให้เป็นโรงเรียนนานาชาติแถวหน้าในอนาคต ส่วน กุ๊ก-พริษฐ์ ลูกแฝดชาย จบปริญญาจากมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สาขารัฐศาสตร์


