กรณีมีข้อมูลจากเวทีเสวนาเรื่อง การปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม เสียงสะท้อนจากเรือนจำ จัดโดยสถาบันปฏิรูปประเทศไทยร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่นำอดีตผู้ต้องขังกลุ่มแกนนำพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย มาถ่ายทอดประสบการณ์ในเรือนจำ ว่าเนื้อหาในการเสวนาอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในหลายประเด็น ในช่วงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ต่อมาอธิบดีกรมราชทัณฺฑ์ ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นเรื่องเครื่องพันธนาการ อาหาร และร่วมถึงการจัดงานวันวันเกิดของผู้ต้องขังว่าไม่เคยมีการอนุญาตให้จัดงานและไม่มีคุกวีไอพี ( ‘ราชทัณฑ์’ แจง ปมแกนนำ พธม.จ้อเวทีเสวนา คุกวีไอพีจัดเบิร์ธเดย์ในคุก ยันไม่เคยอนุญาต)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยระบุว่า ” วิวาทะเรื่องคุกกับประเด็นที่ควรโฟกัส! ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้มีวีไอพีอยู่กันหลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้อยู่แบบวีไอพี หรือได้สิทธิพิเศษอะไรมากมาย กลุ่มต่างๆที่อยู่กันเป็นกลุ่มๆ ที่เรียกว่าบ้าน ก็ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ที่กินข้าว ห้องน้ำ ห้องนอนเดียวกัน ร้อนก็ร้อนเหมือนกันไม่มีเครื่องปรับอากาศแม้แต่ผู้คุมเช่นกัน ไม่ต่างอะไรกันกับผู้ต้องขังทั่วไป และไม่ได้มีปัญหาอะไรกันไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ขั้วไหนอยู่ตรงนั้นพูดคุยกันได้ปกติทุกกลุ่ม มีอะไรก็ปรึกษาหารือกันผมคุยกับคนทุกกลุ่มในทุกๆวัน
กรณีจัดงานวันเกิดไม่ใช่การเป่าเค้กแบบวันเกิดทั่วๆไป แค่ญาติๆ เพื่อนสนิทมิตรสหายผม นำข้าวห่อและสั่งอาหารเมนูในเรือนจำปกติมาให้ผม แบ่งปันให้กับผู้ต้องขังคนอื่นๆ เท่านั้น ไม่มีการป่าวประกาศหรือจัดงานอะไร เป็นพิเศษ อย่าไปโฟกัสเรื่องหยุมหยิม
เรื่องที่สังคมต้องตระหนักคือ ทำไมนักโทษเพิ่มขึ้นจนผิดสังเกต สถิติการก่อเหตุซ้ำยังน่าเป็นห่วง เรือนจำเปลี่ยนคนให้ดีขึ้นได้ไหม ระบบยุติธรรมจะปฏิรูปอย่างไร ฯล ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องเอาจริงเอาจังกัน
สำหรับอธิบดีกรมราชฑัณท์ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ที่ออกมาชี้แจง ผมเคารพและนับถือกันดี ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนก้าวหน้า เห็นปัญหาตรงกัน เช่น ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก งบประมาณ เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ต้องแบกภาระดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก
จะแก้ปัญหาอย่างไร ท่านอธิบดีทราบปัญหาเหล่านี้ดี หรือความจำเป็นในการมีเรือนจำเฉพาะคดีการเมือง เพราะความขัดแย้งแตกแยก แบ่งขั้วแบ่งข้างทางการเมืองยังคงรุนแรงเหมือนเดิม หนทางปรองดองก็เงียบหายไป
บางคนยังติดภาพที่เลวร้ายเหมือนในหนังหรือเรื่องเล่าต่อๆกันมา ซึ่งในอดีตอาจจะใช่ แต่ปัจจุบันเชื่อว่าน้อยลงไปมากหรือแทบไม่มีแล้ว
แม้ภาพรวมในเรือนจำดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ผู้รับผิดชอบสามารถปรับปฏิรูปให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิต คงไม่ต้องถึงขั้นเทียบเท่าเรือนจำในต่างประเทศ แต่รัฐบาลต้องใส่ใจและแก้ปัญหานี้ ซึ่งผมจะหาโอกาสเสนอแผนปฏิรูปเรือนจำและส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาในกระบวนยุติธรรมยื่นต่อรัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่ด้วย
ในเรือนจำยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่ผมตั้งใจถ่ายทอดผ่านหนังสือเพื่อเป็นบทเรียน เป็นอุทาหรณ์ และแง่คิดต่างๆ เดือนหน้าผมจะเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ครับ”

