แม้การประชุมเพื่อเลือกประธานและรองประธานจะสำคัญเพราะเท่ากับเป็นเส้นแบ่ง”พลัง”ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
แต่ก็เป็นเรื่องของ 500 ส.ส.ที่จะเลือก
แม้การประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นการประลองกำลังระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านทั้งในด้านของสภาผู้ แทนราษฎรและวุฒิสภา
แต่ก็เป็นเรื่องของ “สมาชิกรัฐสภา”จำนวน 750 คนที่จะตัดสินใจ
การแถลงนโยบายรัฐบาลต่างหากที่ทรงความหมาย
เพราะจะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องไปแถลง”นโยบาย”ด้วยตนเอง
เป็นการปรากฏตัว ณ เบื้องหน้าสมาชิกรัฐสภา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงให้รัฐบาลแถลงนโยบายโดยไม่ต้องมีการลงมติ ความหมายก็หมายความว่าให้ที่ประชุมรับทราบเพื่อความสมบูรณ์ของรัฐบาล
แต่เนื่องจากสภาพการณ์การเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งนี้มีลักษณะพิเศษ
บรรยากาศระหว่างการแถลงนโยบายก็พิเศษไปด้วย
ลักษณะพิเศษ 1 คือ ความต่อเนื่องของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกระบวนการเลือกตั้ง กับ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกระบวนการรัฐประหาร
จากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนกรกฎาคม 2562 จึงเท่ากับเป็นพื้นฐาน
ลักษณะพิเศษ 1 คือ การที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบด้วย 18 พรรคการเมือง จึงมีความสลับซับซ้อนอย่างสูงในการยกร่าง”นโยบาย”
การผสมผสานนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เข้ากับนโยบายพรรคพลังประชารัฐจึงสำคัญเป็นอย่างสูง
สถานการณ์เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลรัฐประหารมายังรัฐบาลเลือกตั้งยังมากด้วยความละเอียดอ่อน
เพราะสภาผู้แทนราษฎรมิใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เพราะภายในสภาผู้แทนราษฎรมิได้มีแต่เพียงฝ่ายรัฐบาลหากแต่ยังมีฝ่ายค้าน และเป็นฝ่ายค้าน 7 พรรคที่ผนึกประสานอย่างเป็นหนึ่งเดียว
ทั้งเป็นฝ่ายค้านที่ต่อต้าน”การสืบทอดอำนาจ”อีกด้วย

