‘จ่านิว’ รับ ‘ตอนแรกนึกว่าฟังผิด’ ขอบคุณ ‘บิ๊กป้อม’ ช่วยยัน ตร.พูดจริงปมห้ามยุ่งการเมือง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม สืบเนื่องกรณีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวว่า หากนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ต้องการให้ตำรวจคุ้มครองจะต้องยุติการทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. นายสิรวิชญ์ ทวีตข้อความมีเนื้อหาโดยสรุปว่า ตนเคยทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้วจากทางตำรวจ แต่นึกว่าฟังผิด กระทั่งได้รับการยืนยันจากพลเอกประวิตร โดยตนจะแถลงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

“ค่าคุ้มครองมันแพง นอกจากชีวิตปกติที่ผมต้องเสียไปแล้ว ยังต้องยอมเสียจิตวิญญาณเสรีและค่าไถ่เพื่อความปลอดภัยคือหยุดเห็นต่างกับผู้มีอำนาจ” นายสิรวิชญ์ระบุ

นอกจากนี้ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirawith Seritiwat  อีกครั้งโดยระบุว่า

ขออธิบายให้ชัด

สืบเนื่องจากกรณีที่ ประวิตร วงษ์สุวรรณ (หรือป้อม) รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้พูดถึงกรณีของผม ในเรื่องการคุ้มครองพยาน โดยให้ข่าวตรงกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เงื่อนไขการคุ้มครองพยานของผมนั้น คือการต้องห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก

ทีแรก ผมชักไม่แน่ใจเงื่อนไขนี้สักเท่าไหร่นัก ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาบอก เพราะคิดว่าตัวเองเนี่ยหูแว่วไปเอง เลยคิดในแง่ดีก่อนว่าอาจจะฟังแล้วไม่ได้ศัพท์ แต่พอป้อม “ยืนยัน” ออกมาแบบนั้น ผมก็คงจะต้องสื่อสารอะไรสักหน่อยบ้าง

มันแน่นอนอยู่แล้วครับ ที่ช่วงนี้ ผมคงต้องพักการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปสักพักเป็นปริยายอยู่แล้ว เนื่องจากปัญหาสุขภาพ ที่โดนพวกร่างมนุษย์ แต่จิตใจอำมหิตที่ไหนก็ไม่รู้ มาดักรุมทำร้ายร่างกายถึงสองครั้งสองครา ซึ่งตอนนี้ก็ยังจับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้เสียที และเดิมทีที่ตั้งใจ คือการเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ต่างประเทศของผมนั่นเอง จึงทำให้ผมต้อง “เว้นวรรค” สักพักใหญ่

แต่หากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของผมนั้น มันคือสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ที่มีอยู่ในตัวของทุกๆคนในประเทศนี้ ที่ไม่ว่าใคร จะมาพรากจากไปไม่ได้ มันเป็นสิทธิ ที่ไม่ควรให้ใครมาหยิบไปเป็นเงื่อนไขที่เอามาเที่ยวใช้ “แลก” เพื่อเป็น “ค่าคุ้มครอง” ในการรักษาความปลอดภัยใดๆ

ลำพังแค่ผมบาดเจ็บทางร่างกายอย่างหนัก จากการถูกทำร้ายร่างกาย เพียงเพราะเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติมาโดยตลอดหลายปี นอนโรงพยาบาลเป็นสิบวัน เสียการดำเนินชีวิตปกติ ที่จะไปไหนแบบอิสระ ไร้ความระแวง มันก็มากเกินพอที่ผมจะต้องจำใจเสียแล้ว

และทำไมผมต้องยอม “เสียจิตวิญญาณเสรี” และค่าไถ่เพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างปลอดภัย ด้วยการ “เลิกเห็นต่าง” จากผู้มีอำนาจอีกเหรอ?

สืบเนื่องจากกรณีเช่นเดียวกัน ที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งใน-นอกเครื่องแบบ ทั้งทหารและตำรวจ ไปหานักกิจกรรม อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา และอดีตนักกิจกรรมที่เลิกเคลื่อนไหว หลายสิบคน ถึงประตูบ้าน โดยอ้างว่าจะไปเพื่อดูแลความปลอดภัย แต่จริงๆ คือไปถามเขาว่าจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับผม หรือการเมือง หรือเปล่า? บางคนถึงขนาดถูกขอให้หยุด ซึ่งมันเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุที่กระทำต่อประชาชน ขอส่งกำลังใจทุกท่านและยืนหยัดอย่างหนักแน่นไปด้วยกันครับ

ผมอยากสื่อสารว่า นี่ไม่ใช่การดูแลรักษาความปลอดภัย อย่าเอามาอ้าง นี่มันคือการ “คุกคามสิทธิเสรีภาพ” ของประชาชน ที่ผ่านมา 5 ปี ของ คสช.ยังไม่พออีกหรือ นี่จะตั้งรัฐบาลใหม่ พยายามจะฟอกขาวว่าตัวเองมาจากการเลือกตั้ง ใสสะอาด แต่พฤติกรรมก็ยังละทิ้ง “นิสัยเผด็จการ” กันยังไม่ได้ นี่เหรอ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทำไมบรรยากาศมันช่างไม่มีความแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว ที่ยึดอำนาจ ด้วยการทำรัฐประหาร และปกครองกันด้วยระบอบเผด็จการ ซะเหลือเกิน?

**เช่นเคย ผมพูดให้คนอื่นพิมพ์ให้ จะได้เลิกถาม ว่าทำไมตาไม่ดี แล้วไอ้จ่านิว ยังพิมพ์ยาวๆ ได้ถึงขนาดนี้**

บทความก่อนหน้านี้เปิดผลสำรวจ ไทย-คนป่วยเอเชีย ผู้อ่านมติชนชี้หายป่วยยาก
บทความถัดไปชีวิตสุดรันทด! สองสามีภรรยาพิการ ข้าวไม่ตกถึงท้องมา 2 วัน วอนจนท.เกี่ยวข้องช่วยเหลือ