หน้าแรก การเมือง ระวัง‘คลื่นแท...

ระวัง‘คลื่นแทรก’

11.07.19 | 10:00 น.

คำให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ระบุว่า ในวันนี้จะมีการ
ออกคำสั่ง คสช.ฉบับสุดท้าย เพื่อยกเลิกคำสั่ง คสช.อีกเป็นร้อยฉบับ อาทิ เรื่องสื่อ เรื่องศาลทหาร นั้นถือว่าเป็นการปลดล็อกประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ คสช.ทยอยปลดล็อกนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นต้นมา นายวิษณุระบุว่า ที่สุดจะเหลือคำสั่งและประกาศ คสช.จริงๆ ไม่กี่ฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องเห็นว่าจำเป็นต้องอยู่ต่อไป เพราะออกมาเพื่อแก้กฎหมายให้ หากยกเลิกจะไม่มีอะไรเหลืออยู่ไว้ใช้ทำงาน จึงต้องคงไว้จนกว่าสภาจะเปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือยกเลิก


นอกจากนี้ นายวิษณุยังตอบคำถามถึงเรื่องบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งมีจำนวนมากที่ยังไม่ได้ปลดล็อกกลับคืนตำแหน่งเดิมว่า ผู้ที่ยังไม่ถูกปลดล็อกยังมีอยู่ เพราะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่ได้เขียนไว้แล้วว่า หาก คสช.ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีมาตรา 44 แล้ว ในอนาคตพบว่าคนเหล่านี้กระทำผิดจริงให้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผิด ให้เป็นอำนาจของนายกฯ สั่งให้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร ขอให้เร่งสอบสวนให้เสร็จเท่านั้น

เท่ากับว่าคำสั่งและประกาศ คสช.ที่ทยอยออกมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จะหมดสภาพลงไปเป็น
ส่วนใหญ่ อำนาจต่างๆ ที่ คสช.เคยมีอยู่และบังคับใช้เริ่มถ่ายโอนให้กลับคืนสู่กฎหมายปกติ คงเหลือแต่มาตรา 44 ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มีอำนาจใช้ได้จนถึงการเริ่มต้นรัฐบาลชุดใหม่ การดำเนินการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช.ดังกล่าว เท่ากับเป็นการประกาศให้โลกรับทราบว่าประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายกฎเหล็ก และยุติการใช้อำนาจพิเศษ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับกฎหมายที่สากลยอมรับ ประเทศไทยกำลังคืนกลับสู่ภาวะปกติ ในช่วงเวลานี้ จึงไม่ควรที่จะเกิดข่าวสารที่ทำให้เกิดความแคลงใจว่าเจ้าหน้าที่คุกคามสุจริตชน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือกลุ่มคนที่เห็นต่าง เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้สัญญาณบวกที่รัฐบาลต้องการส่งออกไปสู่นานาชาติ กลายเป็นสัญญาณที่คลุมเครือ กลายเป็นสัญญาณที่มี “คลื่นแทรก” เกิดเป็นความสงสัยในการกลับคืนสู่ภาวะ “ปกติ” ของไทย