นับจากการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง คสช.หลายคำสั่งเพื่อควบคุมสถานการณ์ หลายคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และหลายคำสั่งถูกมองเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในเมื่อประเทศไทยกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม และมีรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อย ความจำเป็นของคำสั่ง คสช.หลายฉบับหมดไป
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ลงนามยกเลิกคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ร่วมร้อยฉบับ ขณะที่ยังมีคำสั่งอีกบางยังคงมีผลบังคับอยู่ รอรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป
ผลที่จะตามมาภายหลังยกเลิกคำสั่ง คสช.ดังกล่าว จะออกมาในรูปแบบไหน เพื่อประโยชน์อย่างไร ในมุมมองของ “โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เห็นว่า การยกเลิกคำสั่งที่มีลักษณะเป็นเผด็จการและเป็นผลพวงมาจากคณะรัฐประหาร ยิ่งยกเลิกได้เร็วก็จะยิ่งเป็นผลดี เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติ ใช้กฎหมายปกติที่เปิดทางให้ประชาชนมีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมติดตามและตรวจสอบ แต่ถ้าทำก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า
ส่วนตัวเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “แท้จริงคำสั่ง คสช.ยังไม่ได้ไปไหน แต่แปลงกายเป็น กอ.รมน. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ รวมไปถึงคณะรัฐบาลชุดใหม่”
นี่คือความชาญฉลาดของเนติบริกรที่แปลงคำสั่งหรือทำให้คำสั่งเหล่านี้กลายตัวไปอยู่ในกฎหมายที่มีศักดิ์สูงมาก คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ
กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันทางการเมืองที่ทุกคนต้องปฏิบัติ
ด้านหนึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เห็นว่าสังคมมีการตื่นตัวมากขึ้น เพราะหากเปรียบเทียบในอดีตจะเห็นว่าคนไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความซับซ้อนของการแปลงกฎระเบียบของเผด็จการ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาตามรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ประชาชนเติบโตมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น เราพบว่ามีคนจำนวนมากพยายามศึกษากฎระเบียบเหล่านี้ และเห็นถึงปัญหาความซับซ้อนของการแปลงกฎหมายเหล่านี้ไปสู่กฎหมายที่สูงกว่าและใช้ในสถานการณ์ประชาธิปไตย
หลังจากนี้ไปประชาชนอาจจะส่งเสียงมากขึ้น และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกติกาเหล่านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ประชาธิปไตย
ต้องยอมรับว่าการใช้อำนาจในช่วง 5 ปีของ คสช. ด้านหนึ่งก็ทำให้คนจำเป็นจะต้องแสวงหาช่องทางรับรู้มากขึ้น ดังนั้น หลังจากนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคมและภาควิชาการให้ออกมาพูดเรื่องนี้ เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่ากฎระเบียบใดของ คสช. ที่แปลงกายเป็นรัฐธรรมนูญ หรือแปลงกายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ชี้ชวนสังคมให้เห็นพ้องต้องกันเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่เป็นเผด็จการ เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ไขยากมาก เพราะวางกลไกให้การแก้ไขเต็มไปด้วยอุปสรรค จึงต้องใช้วิธีกดดันจากสังคมไปถึงรัฐบาลและส่วนต่างๆ ของรัฐบาล รวมทั้งกลไกในรัฐสภาทั้งหมด
แม้จะต้องยอมรับว่าคำสั่ง คสช.มีผลดีอยู่บ้าง เช่น การใช้อำนาจบางอย่างที่สามารถทำได้ทันที ซึ่งหลังจากนี้ไปการใช้อำนาจเพื่อดำเนินการเรื่องต่างๆ จะเกิดความล่าช้า แต่ก็เป็นลักษณะปกติของสังคมประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการตกผลึกร่วมกัน แต่เผด็จการสามารถสั่งได้ทันที
ขณะที่ “ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร” คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า การยกเลิกคำสั่ง คสช. คือกระบวนการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาล เป็นการพยายามสลัดภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล คสช.
ภาพลักษณ์ที่เป็นปัญหาคือ 1.การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้การตรวจสอบที่จะตามมาในช่วงท้ายอาจไม่รอบด้าน และ 2.หลังจากใช้อำนาจรัฐบาลพลเรือนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว คำสั่งท้ายๆ ในกรณีจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบต่อคนหรือสถานการณ์ที่ต่อเนื่องมาจาก คสช.ก่อนหน้านี้ จะมีทางออกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายจากมาตรา 44 และคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 44 ที่ต้องมองเป็นภาพรวม ซึ่งจะต้องมีการตามแก้ไขในภายหลังอีกพอสมควร และจะกลายเป็นเงื่อนไขที่สร้างแรงกระเพื่อม สร้างปัญหาทางการเมืองไทยอีกระดับหนึ่ง
โดยปกติทั้งในแง่ของนโยบายและอำนาจที่เกี่ยวเนื่องใน กอ.รมน. มองได้ 2 แบบ ในกรณีของ กอ.รมน.เป็นการใช้อำนาจที่ครบ พ.ร.บ.ทุกฉบับ และ กอ.รมน.ถูกพ่วงอยู่กับ ผบ.ทบ.ในบางประเด็นด้วย ปัญหาคือการใช้อำนาจแน่นอนว่ามีผลพวงตามมา แต่ในแง่ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เป็นลักษณะของการใช้อำนาจมาควบคุม แต่พยายามที่จะถ่ายลักษณะการดำเนินงานในรัฐบาล คสช.ให้เป็นกรอบนโยบายทั้งหมด โดยในแง่นโยบายทั่วไปไม่เป็นปัญหา แต่บางกรอบอาจขีดเส้นจนหน่วยงานและภาคประชาชนไม่สามารถต่อยอดสร้างสรรค์ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องท้องถิ่นได้ เพราะถูกล็อกโดยยุทธศาสตร์ชาติ
แน่นอนบางเรื่องก็ดูเหมือนจะสนับสนุนท้องถิ่น มีเจตนาดีที่ร่างไว้ 20 ปี แต่สถานการณ์โลกเปลี่ยนทุกวัน คำถามที่ตามมาคือ หากการปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสถานการณ์ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะสามารถปลีกออกจากยุทธศาศตร์ชาติได้ในบางประเด็น
อีกส่วนคือ มาตรา 279 เรื่องการนิรโทษกรรมยังมีอยู่ ซึ่งมาตรา 279 กับมาตรา 44 อาจจะต้องแยกกันตามประเด็น เพราะมาตรา 44 เป็นลักษณะของการบังคับใช้ เป็นอำนาจตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี แต่คำสั่ง คสช.เป็นลักษณะรวบรัดอำนาจไปยังกลุ่มคณะบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับคณะรัฐประหาร แต่มาจากการแต่งตั้งบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีและใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดูเหมือนเรื่องเดียวกันแต่เป็นการใช้อำนาจผ่านคนละช่องทาง
ถ้ามองในแง่ดีการยกเลิกคำสั่ง คสช.จะเป็นการสลัดภาพลักษณ์ของประเทศไทย ให้หลุดจากลักษณะประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เป็นเผด็จการ ภาพลักษณ์ที่ดีจะเกิดขึ้นชัดเจนในแง่ต่างประเทศ สามารถอ้างหรือความชอบธรรมได้ว่า นี่คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผลดีต่อการเจรจา สัญญา หรือเรื่องความช่วยเหลืออื่นใดที่มาจากต่างประเทศ เพราะหากสังเกตจะเห็นว่าหลังเกิดรัฐประหารหลายประเทศมีการยกเลิกความร่วมมือค่อนข้างมาก
แต่ข้อเสียอันเป็นผลพวงมาจากการใช้อำนาจคือ ประชาชนมีข้อกังขาว่า แล้วผลพวงที่ได้รับผลกระทบในหลายเรื่อง เช่น จากมาตรา 44 หรือการใช้คำสั่ง คสช.ที่รวบรัด เช่น การโยกย้ายผู้คนที่ปราศจากการไต่สวนอย่างรอบด้าน ซึ่งผิดจากระบบกระบวนการยุติธรรม จุดนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม หรืออาจบอกว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตด้วย
เมื่อไปฟังการวิเคราะห์ของ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และแกนนำกลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย (กตป.) ให้ภาพที่เกิดขึ้นว่า การยกเลิกคำสั่ง คสช.ในครั้งนี้ถ้าพูดโดยรวมก็มีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่ก็จะมีปัญหา และความยุ่งยากที่สะสมไว้ จะต้องหาทางแก้ไขอีกมาก
ส่วนของผลดีคือ คำสั่งในส่วนที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ และบิดเบือนหลักกฎหมาย หลักนิติธรรม รวมถึงคำสั่งที่มีผลในทางบริหารที่ผิดทิศผิดทางแล้วมีปัญหา เมื่อถูกยกเลิกไปเรื่องต่างๆ ก็ดีขึ้น นอกจากนั้น คำสั่งในส่วนที่เป็นปัญหาคือ คำสั่งในทางบริหารที่มีลักษณะแบบกดทับปัญหาไว้ เพราะเมื่อคำสั่งมีผลเป็นกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาไม่มีคนไปร้องเรียนหรือสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำให้ปัญหาสะสม และกดทับไว้ เช่น คำสั่งเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว ป่าไม้ หรือทรัพยากร
คำสั่งเหล่านี้สร้างปัญหาจำนวนมาก เมื่อยกเลิกคำสั่งแล้วส่วนที่สร้างปัญหาไว้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งมีการร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายหรือระบบที่จะมารองรับใหม่ก็ไม่มี ดังนั้น ต้องมาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องขนานใหญ่อย่างรวดเร็ว เพื่อลดปัญหาความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนที่ยังเป็นปัญหามาก และ คสช.ไม่ได้ยกเลิก โดยเฉพาะคำสั่งที่ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ และลิดรอนหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม คือคำสั่งที่ 3/2558 และ 13/2559 ที่ให้อำนาจทหารตรวจค้น จับกุม ตั้งข้อหา ออกหมายเรียก และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีความมันคงได้ 7 วัน
คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา รวมทั้งหลักนิติธรรม
คำสั่งทั้ง 2 ฉบับนี้มีก็มีไว้เพื่อค้ำจุนอำนาจของ คสช. เพื่อไม่ให้ใครวิจารณ์หรือตรวจสอบ คสช.ได้
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ให้พรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งหมดสะท้อนว่ายังมีสำนึกในความเป็นเผด็จการอยู่อย่างเต็มที่ และใช้คำสั่งรักษาอำนาจของตนไว้ต่อไปอย่างไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรมและความถูกต้อง
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องออกกฎหมายยกเลิกคำสั่งเหล่านี้โดยเร็ว
สำหรับเรื่องเกี่ยวกับศาลทหาร ในฐานะที่ตัวเองก็มีคดีความอยู่ในศาลทหาร เท่าที่ได้ปรึกษานักกฎหมายและทนายความที่ศึกษาเรื่องนี้ เข้าใจว่าคดีที่อยู่ในศาลทหารที่เป็นไปตามคำสั่ง คสช. คดีเหล่านี้ก็ต้องโอนไปยังศาลยุติธรรมปกติ ซึ่งมีข้อดีอยู่ที่ชัดๆ คือ 1.ข่าวดีแบบของตนเองจากที่เคยขึ้นศาลเดียวแล้วจบ ก็เปลี่ยนเป็นได้สู้คดีทั้งหมด 3 ศาล และ 2.ผู้พิพากษาศาลทหารสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่อยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. ดังนั้นไม่มีหลักประกันเรื่องความยุติธรรม แต่เมื่อไปขึ้นศาลยุติธรรมปกติก็ทำให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือ พล.อ.ประยุทธ์และพวก อาจเห็นว่าคำสั่งต่างๆ ที่ยกเลิกไปนั้น เป็นปัญหาในแง่ของขัดหลักนิติธรรม เป็นเผด็จการ และอาจมีปัญหาต่อการบริหารที่ผิดทิศผิดทาง เป็นการยกเลิกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของรัฐบาลเอง แต่ไม่ได้เกิดจากสำนึกว่าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่คิดว่าหากไม่ยกเลิก สภาผู้แทนราษฎรก็ต้องออกร่าง พ.ร.บ.มายกเลิก
และด้วยเสียงที่ปริ่มน้ำของรัฐบาลก็อาจจะรับไว้ไม่ไหว เพราะ ส.ส.ในส่วนของรัฐบาลเอง ส่วนหนึ่งก็ต้องไปรวมกับฝ่ายค้านในการยกเลิกคำสั่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกประชาชนประณามว่าสนับสนุนเผด็จการ
จึงชิงยกเลิกคำสั่งเองเสียก่อน

