อนค.ลงพื้นที่พิษณุโลก ดูปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ-อุปสรรคในการทำเกษตรอินทรีย์

ภาพจากเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat

“ทิม พิธา” ชี้ ปัญหาที่ดินของเกษตรกรเป็นเหมือนกระดุมเม็ดบนที่ติดผิด-ชงตุ๊กตา “พ.ร.บ.ป่าพัฒนา” เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ที่ทำการสหกรณ์นิคมสร้างตนเองวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมด้วยนายเกษมสันต์ มีทิพย์,นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษานโนบายด้านการเกษตรพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาจากเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ โดยเกษตรกรในพื้นที่นี้ปลูกมะม่วงเป็นหลัก รวมถึงผักผลไม้อื่นๆ ที่ผ่านมาประสบปัญหาไม่สามารถปลูกเพื่อการส่งออกได้ และถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาลงโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากผลผลิตไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agrigultural Products) และ GMP (Good Manufacturing Products) ด้วยความที่ที่ดินเป็นที่ดินนิคมสร้างตนเองที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และในระยะหลังกลายเป็นพื้นที่พิพาทป่าสงวนแห่งชาติ

นายพิธา กล่าวว่า มาที่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อมาดูปัญหาสองเรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือเรื่องของพื้นที่ป่าทับที่ชาวบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาในระดับทั่วประเทศ ตามรายงานของทางการระบุไว้ว่ามีพื้นที่ทับซ้อนในลักษณะนี้ถึง 6 ล้านไร่ แต่ตนเชื่อว่า ตัวเลขสูงกว่านั้น เนื่องจากเพียงแค่ในพื้นที่ของสหกรณ์นิคมสร้างตนเองทั่วประเทศก็เป็นตัวเลขถึงกว่า 1 ล้านไร่แล้ว ปัญหาตรงนี้เกิดจากการทำแผนที่ของนักรบห้องแอร์ เอาปากกาเมจิกมานั่งวาดกันในห้องแอร์โดยไม่ได้ลงสำรวจพื้นที่จริง แล้วแต่ละหน่วยงานก็มีแผนที่ไม่ตรงกัน แม้จะมีโครงการจะทำแผนที่เดียวกันด้วยระบบดาวเทียม แต่ก็ยังไม่มีการปฏิบัติจริง ประการที่สอง ตนมาเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงของสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับจังหวัดพิษณุโลก ตนลงมาที่สนามบินพิษณุโลก เห็นป้ายโฆษณาอันใหญ่มากเขียนว่า พิษณุโลกเมืองเกษตรอินทรีย์ แต่ทราบหรือไม่ว่า ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งๆที่เนื้อที่ทางการเกษตรเป็นแค่อันดับที่ 48 ของโลก แต่ที่สำคัญกว่า คือพิษณุโลกมีจำนวนผู้ป่วยจากสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันกับป้ายโฆษณาดังกล่าว

ทั้งนี้ นายพิธากล่าวว่าตนเข้าใจถึงอุปสรรค ว่าเกษตรกรจำนวนมากไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตก็ไม่งาม ไม่สามารถนำออกขายในตลาดได้ การทำเกษตรอินทรีย์ก็มีต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ในสภาพที่เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ต้องการความแน่นอนในผลผลิต การใช้สารเคมีเป็นสภาพจำยอม แต่ถ้าเราไปดูอย่างเวียดนาม เขามีนโยบายปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ส่งออก จัดสรรที่ดิน 8 ล้านไร่ทั่วประเทศปลูกสมุนไพร ทำเกษตรอินทรีย์ส่งออกโดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่การบอกว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิดหรือจะทำตามหรือไม่ทำตาม แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในระดับนโยบาย ที่จะยกระดับให้เกิดการปลูกพืชในแนวทางอินทรีย์จริงๆ มีการสนับสนุนจากภาครัฐให้เกิดขึ้นได้จริง

นายพิธา ยังกล่าวอีกว่าปัญหาสำคัญของเกษตรกรในประเทศไทยคือเรื่องของที่ดิน อย่างในพื้นที่นิคมสร้างตนเองที่พี่น้องที่มากันวันนี้ใช้ทำกินเป็นหลัก ก็เป็นพื้นที่ๆมีลักษณะทับซ้อน การจัดสรรที่ดินเป็นเหมือนกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าเริ่มแบบผิดๆทุกอย่างก็ไปไม่ได้ เช่นหนึ่งในวิธีการยกระดับหรือเพิ่มมูลค่าของสินค้าสำหรับส่งออก คือการขอ GAP และ GMP แต่การได้รับการรับรอง GAP หรือ GMP พื้นที่เพาะปลูกต้องมีเอกสารสิทธิ แต่ในสภาพที่เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของตัวเอง การจะได้รับ GAP หรือ GMP เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ดินคือกระดุมเม็ดแรกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆได้

“มันคือกระดุมเม็ดบนที่ติดผิดมาโดยตลอด เกษตรกรจำนวนมากมีปัญหาเอกสารสิทธิบ้าง มีปัญหาป่าทับที่บ้าง พอมีปัญหาแบบนี้ เรื่องที่สองที่สามที่ผมอยากทำไม่ต้องคิดเลย เรื่องเกษตรกรแปรรูป เรื่องการเลิกใช้สารเคมี ตราบใดที่เกษตรกรยังมีชีวิตบนความเสี่ยง มีหนี้สิน มันเป็นสภาพที่ลองผิดลองถูกไม่ได้ พอกระดุมเม็ดแรกมันติดผิดมันไปไหนต่อไม่ได้” นายพิทากล่าว

ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาที่ดินจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาในขั้นต่อๆไปสำหรับเกษตรกรได้ ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมีมาจากหลายสาเหตุ ปัญหาเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนึ่งในนั้น อย่างที่ตนบอกไป ทั่วประเทศเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนแบบนี้มีจำนวนมากกว่า 6 ล้านไร่ ผลผลิตทางการเกษตรหลายตัว อย่างทุเรียนเอง หลายพื้นที่ก็มีปัญหาในการส่งออกเพราะเหตุผลนี้ ขอใบรับรอง GAP-GMP ไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหาตรงนี้เป็นขั้นแรกได้ ขั้นต่อๆไปเราก็จะเริ่มมองเห็นหนทางไปต่อ

“ให้ผมนึกเร็วๆ เราทำเป็น พ.ร.บ.ออกมาให้เป็นพื้นที่ “พ.ร.บ.ป่าพัฒนา” ได้ไหม เป็นพื้นที่กลาง ไม่ใช่ทั้งของรัฐและของประชาชน เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อแก้ปัญหาเอกสารสิทธิ ในประเทศไทยเราทำเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ต่างชาติมาเยอะแล้ว เราทำให้คนไทยสักครั้งได้มั้ย เราแก้ปัญหาที่ดินได้ เราก็ขอ GAP-GMP ให้เกษตรกรได้ ก็ยกระดับราคาสินค้าได้ในระดับหนึ่ง” นายพิธากล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon