‘เฉลิม’ ชำแหละ คุณสมบัติ ‘ประยุทธ์’ งัดคำพิพากษา ฟันธง ขาดคุณสมบัติ เป็นนายกฯไม่ได้

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ โดยระบุว่า

ผมได้ฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ซึ่งรัฐสภาประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยประเด็นสำคัญ พรรคฝ่ายค้านได้กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติ เพราะหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็น เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การโต้แย้งยังไม่มีข้อสิ้นสุด แต่สุดท้ายเสียงข้างมากก็ลงมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับเรื่องนี้ ผมมีความเห็นเหมือนกับฝ่ายค้านที่อภิปรายในสภาฯ ว่า

พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยผมขออ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ในหัวข้อที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมบัติ หรือ บก.ลายจุด บุญงามอนงค์ เป็นจำเลยในความผิดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณี จำเลยไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เรื่องนี้ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่า คสช. ไม่มีอำนาจเรียกตนไปรายงานตัว แต่ศาลทั้งสองได้ตัดสินว่า คสช. มีอำนาจเรียกจำเลยไปรายงานตัวได้ เพราะ คสช. เป็น รัฏฐาธิปัตย์ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีอำนาจดังกล่าว ต่อมา ศาลฎีกา ได้พิพากษาว่า การที่จำเลยต่อสู้ว่า คสช. ไม่มีอำนาจ นั้น ศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยแล้ว การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว คสช. จึงเป็น รัฏฐาธิปัตย์ จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อ คสช. ได้ ศาลมีข้อสรุปที่น่าสนใจ กล่าวคือ การยึดอำนาจของ คสช. ไม่มีผู้ต่อต้านและได้แต่งตั้งผู้บริหารบางส่วนแล้ว จึงนับว่าเป็นการปฏิวัติสำเร็จลุล่วง บางส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ระบุว่า คสช. ได้มีคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16.00 น. โดยกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามกำหนดไว้ด้วย พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่มารายงานตัวต่อ คสช. จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลย ว่า กระทำความผิดฐานไม่มารายงานตัวตามประกาศและคำสั่งของ คสช. ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรค 1 บัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวตามสมควร จึงนับว่ามีความผิด เมื่อ คสช. มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัว คำสั่งของ คสช. ที่ให้จำเลยมารายงานตัว จึงเป็นคำสั่งตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรค 1 โดยศาลฎีกา ยังระบุว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจาก คสช. ปฏิวัติสำเร็จเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แล้ว

ซึ่งเรื่องนี้ ทาง กกต. มีคำวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เจ้าพนักงาน และไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้หากจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายจะต้องรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุด และเหตุที่ลงโทษจำเลยเพราะศาลฎีกาพิจารณาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีอำนาจเรียกจำเลยมารายงานตัว

ส่วนตัว ผมมีความเห็นว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านมีเหตุผลตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาเช่นนี้ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง และคำพิพากษาดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าพนักงาน ซึ่งขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มาตรา 368 ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวตามสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ผมขอต่ออธิบายความทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติม จากเนื้อหาข้างต้นซึ่งจะทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามข้อมูลดังต่อไปนี้
1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2560

2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในมาตรา 98 ซึ่งมีข้อห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมีทั้งหมด 18 อนุมาตราด้วยกัน แต่อนุมาตราที่เป็นข้อต้องห้าม คือ มาตรา 98 (15) ความว่า บุคคลใดเป็นพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ข้อห้ามข้อนี้ ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับที่กล่าวอ้างถึง เพราะเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ในนามหัวหน้า คสช. ได้มีหนังสือเรียก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มารายงานตัวในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2557 แต่นายสมบัติไม่มาตามหมายเรียกดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จึงดำเนินคดีกับนายสมบัติ นายสมบัติต่อสู้คดีตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ สุดท้าย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก็ตัดสินว่า นายสมบัติมีความผิด เพราะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พล.อ. ประยุทธ์ จึงขาดคุณสมบัติมาตรา 98 (15)

นอกจากนี้ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในมาตรา 160 มีใจความสรุปว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับมาตรา 160 ซึ่งมีทั้งหมด 8 อนุมาตราด้วยกัน แต่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดและต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ความว่า การจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 98 (15) แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15) จึงมีคุณสมบัติขัดตามมาตรา 160 (6) ซึ่งไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้

อีกทั้ง ยังมีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) อันมีชื่อเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งได้ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยรัฐบาลของ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง มีเนื้อหาสาระ ความหมายของคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตราที่ 4

ในมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นี้ เจ้าพนักงานของรัฐ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีตำแหน่ง หรือ เงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้แล้ว ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ให้คำจำกัดความ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ 6 อนุมาตรา แต่มีความชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคำจำกัดความระบุว่าในมาตรา 4 เช่นเดียวกัน สาระสำคัญ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีทั้งหมด 6 อนุมาตราด้วยกัน โดยในอนุมาตรา (1)
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายความถึง

(1) นายกรัฐมนตรี

จากข้อกฎหมายโดยมีคำพิพากษาเป็นหลัก และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน อีกทั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในมาตรา 4 จึงมีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่สามารถบิดเบือนเป็นอย่างอื่นไปได้

การที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลออกมาโต้แย้งว่าเรื่องดังกล่าวนี้ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว อันนับได้ว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายอันไร้วิญญาณของความเป็นนักกฎหมาย เพราะ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด

การแสดงความคิดเห็นของผมในครั้งนี้ ไม่ได้มีอคติ ไม่ได้อิจฉาริษยา และไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เป็นแค่เพียงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วยคนหนึ่งเท่านั้น

บทความก่อนหน้านี้พบแล้วศพแรกแม่ค้าขายน้ำ เหยื่อศาลาทรงไทยริมแม่น้ำแม่กลองถล่ม(ชมคลิป)
บทความถัดไปมะกันคว่ำบาตร ‘มิน อ่อง หล่าย’ พันกวาดล้างโรฮีนจา