อำนาจปรับทัศนคติ จาก คสช.ถ่ายโอน สู่มือ กอ.รมน.?

ประเด็นการถ่ายโอนอำนาจของ คสช.ให้กับ กอ.รมน.ที่มีสภาพเหมือน “รัฐซ้อนรัฐ”

และมีอำนาจที่เคลือบคลุมชวนระแวง

โดยเฉพาะการเรียกตัวประชาชนผู้เห็นต่างไปปรับทัศนคติ อันเป็นหัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ก่อให้เกิดเสียงต้านและข้อสงสัย

พึงสดับ

พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

เมื่อ ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 16 ก.ค. ถือว่ามี ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ คสช.ก็หมดหน้าที่ลง อำนาจตามมาตรา 44 ก็ไม่สามารถใช้ได้อีก

ทว่าคำสั่งตามมาตรา 44 จำนวนหนึ่งที่ประกาศใช้ระหว่างปี 2557-62 จะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งยังคงมีความกังวลโดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือการถ่ายอำนาจของ คสช.บางส่วนมาไว้ที่ กอ.รมน. จากคำสั่ง คสช.ที่ 51/2560

ทำให้ กอ.รมน.มีหน้าที่ประเมินภัยคุกคาม เรียกประชุมร่วมกับข้าราชการพลเรือนที่จะมีทั้ง ผู้ว่าฯ อัยการและตำรวจ เข้าร่วมด้วย โดยแม่ทัพภาคจะนั่งหัวโต๊ะ ขัดต่อการตรวจสอบถ่วงดุลตามกระบวนการยุติธรรม

เพราะมีอำนาจเรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อมูล หรือไปหาประชาชนที่บ้านได้ ทั้งที่ตามกระบวนการปกติไม่อาจทำได้

เปรียบเสมือนเกสตาโปในยุคนาซี

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การตั้งข้อสังเกตว่าอำนาจหรือคำสั่งต่างๆ จะถูกมอบมายัง กอ.รมน. โดยถ้าคำสั่งของ คสช.ที่ยังไม่ถูกยกเลิกก็ยังถือว่าคำสั่งนั้นยังคงอยู่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังจะสามารถใช้ได้

แต่ต้องมีการปรับจากการที่เคยเป็นคำสั่ง คสช. มาเป็นตามการใช้งานของกฎหมายกับองค์กรนั้นๆ

เข้าใจว่าเรื่องนี้ถือเป็นความรู้ใหม่มากสำหรับพวกเรา คงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ กอ.รมน.นำไปใช้แล้วจะนำไปใช้อย่างไร

เมื่อ คสช.สิ้นสภาพแล้วเข้าใจว่าจะไม่มีมาตรา 44 และมีกฎหมายบางฉบับที่ยังคงอยู่ เพราะเขาให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องคงไว้เพื่อที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย

แต่อย่างที่ทราบว่า ความสงบเรียบร้อยนั้นอยู่ที่ดุลพินิจในการตีความด้วย ฉะนั้น ในการใช้ดุลพินิจต้องให้ได้สัดส่วน และต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ต้องกระทำตามเพียงเท่าที่มีความจำเป็น

อีกฝั่งหนึ่ง

พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า

คสช.ไม่ได้โอนอำนาจดังกล่าวให้ กอ.รมน.สามารถเรียกบุคคลมาพูดคุย

กฎหมายที่ คสช.ใช้อยู่คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในการดูแลความเรียบร้อย เมื่อมีสถานการณ์ก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 และการใช้กำลังตามมาตรา 16 ที่เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

เมื่อ คสช.ยุติบทบาท กอ.รมน.ก็เข้ามาโดยไม่ได้มีการโอนอำนาจแม้แต่อย่างใด

ส่วนที่มีการเชิญตัวก็อยู่ในมาตราที่ 13/1 ในข้อที่ 7 ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็มีอยู่ก่อนแล้ว โดยคณะกรรมการระดับจังหวัด มี
ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.กอ.รมน.จังหวัด และจะมีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเป็นคณะกรรมการ

เช่น กรณีมีโครงการจัดทำฝายระบายน้ำที่เสนอผ่านจังหวัดเข้ามา ทางคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมาช่วยพิจารณา หากมีจุดไหนที่ไม่เรียบร้อยหรือต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมก็จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล

แต่ไม่ใช่การเรียกตัว ต้องใช้คำให้ถูกต้อง

กฎหมายนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้กฎหมายที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยเน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน

ข้อสงสัยกับคำชี้แจง

อะไรเป็นจริงเป็นเท็จ

อนาคตอันใกล้จะบ่งชี้

บทความก่อนหน้านี้สามี ‘แพรวา’ โผล่อบรมหลักสูตร กอ.รมน.
บทความถัดไปหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า บวก 5.60 จุด เชื่อมีโอกาสบวกต่อ