น.2รายงาน : นานาทรรศนะ กับวาระ‘ชำแหละนโยบาย รบ.’

18.07.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการกับการแถลงนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ฝ่ายค้านอาจใช้เวทีนี้อภิปรายคุณสมบัติของรัฐมนตรีไปด้วย ถือว่าทำได้หรือไม่หรือควรอภิปรายเฉพาะนโยบายเป็นหลักเท่านั้น

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

ส่วนตัวคิดว่าในวันที่แถลงนโยบาย ก็ให้รัฐบาลแถลงไป ส่วนฝ่ายค้านถ้ามีความเห็นต่างในประเด็นต่างๆ เรื่องนโยบายก็แสดงความเห็นในเรื่องนโยบายเป็นประเด็นๆ ไป อย่างเช่น ตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัยต่อนโยบายรัฐบาลเป็นข้อๆ ว่านโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร นี่จะทำให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามอยู่ในประเด็น หลักการคือ ถ้าคุยเรื่องนโยบาย ก็ต้องวิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นเรื่องนโยบาย แต่กรณีถ้ามีการเปิดสภา ยื่นกระทู้สด ตั้งกระทู้ว่าด้วยคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ความเป็นบุคลากรของรัฐของนายกฯ ก็ว่าไป ไม่อยากให้เอามารวมกันระหว่างการแถลงนโยบายกับประเด็นคุณสมบัติ

ฝ่ายค้านต้องรู้จักวาระ ถ้าเป็นเรื่องนโยบายก็ต้องวิจารณ์กันเรื่องนโยบาย ไม่ใช่เอาเรื่องคุณสมบัติไปใส่ ซึ่งจะส่งผลให้กลายเป็นการเมืองในสภา นอกจากนี้อาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลใช้โอกาสนี้สร้างเงื่อนไขทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสร้างเกมการเมืองเพื่อให้การแถลงนโยบายมีปัญหา ในกระบวนการสภา ต่างฝ่ายต่างต้องรู้หน้าที่ ต้องรู้ว่าวาระไหนคืออะไร

Advertisement

สำหรับการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดตีกันล่วงหน้า ห้ามอภิปรายการแถลงนโยบาย มองว่านายกฯยังไม่เข้าใจหลักการของระบบรัฐสภา จึงพยายามสื่อออกมาว่าห้ามวิจารณ์หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งสะท้อนความไม่เข้าใจบทบาทรัฐสภาในการต้องติดตาม ตรวจสอบ หรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายรัฐบาล ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นบทบาทของรัฐสภาอันเป็นกลไกการถ่วงดุลของรัฐบาล จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายหรือการบริหารงานของรัฐบาลจะต้องมีฝ่ายสภาอภิปราย ค้าน หรือถ่วงดุลไม่ให้การจะดำเนินการใดๆ นั้น เป็นการกระทำจากอำนาจรัฐบาล

แต่เป็นการดำเนินการจากกระบวนการทางรัฐสภาด้วย เรื่องนี้นายกฯไม่สมควรที่จะออกมาบอกว่าไม่ให้สภาตรวจสอบ ไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเป็นบทบาทของสภา บทบาทของฝ่ายค้าน และเป็นบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายค้านเป็นตัวแทนของประชาชน ที่ไปทำหน้าที่ในสภา ถ้าเกิดความกังวลใจ มีความกังขาต่อนโยบายรัฐบาล ก็มีสิทธิจะตั้งคำถาม

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ประเด็นคุณสมบัติรัฐมนตรีกับนโยบายมีจุดมุ่งหมายแรกคือการให้รัฐบาลอภิปรายหรือพยายามนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อรัฐสภา ที่สำคัญคือในการอธิบายขั้นตอนหรือการผลักนโยบายไปสู่ขั้นตอนปฏิบัติของนโยบายต่างๆ มีขั้นตอนอยู่ขั้นตอนหนึ่ง คือ สมมุติว่าคุณสมบัติของรัฐมนตรีอาจจะมีผลทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติมีปัญหา ตรงนี้สามารถอภิปรายได้ เพราะถือว่าอยู่ในกรอบในประเด็นการอภิปรายเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาล

อย่าลืมว่าการทำหน้าที่ด้านฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิตั้งคำถาม และซักถาม หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องตอบคำถามเพื่อสร้างความกระจ่าง เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลของกลไกรัฐสภา

เพราะฉะนั้น ต้องให้รัฐบาลแถลงนโยบายก่อน แล้วรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภา สามารถตั้งคำถามได้ ถ้ามีประเด็นข้อสงสัยต่างๆ เหล่านี้ ไม่สามารถตัดฉากออกจากกันเสียทีเดียว

ซึ่งในหลายๆ ครั้ง เรามีข้อกังขา ประเด็นที่สังคมไทยตั้งคำถามตลอด อย่างเช่น ผลประโยชน์ทับซ้อนว่ามีหรือไม่ในประเด็นต่างๆ หรือแม้กระทั่งว่าแบ๊กกราวน์ของรัฐมนตรีบางท่านอาจเป็นอุปสรรคหรือไม่ หรือเป็นการทับซ้อนของผลประโยชน์ ประเด็นต่างๆเหล่านี้อยู่ในนโยบายแล้วมันอธิบายได้

ทั้งนี้ ทัศนคติอย่างหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนคือเวลามองกลไกการทำหน้าที่ของรัฐสภาคือ รัฐสภาไม่ได้มีหน้าที่ไปจับผิด แต่มีหน้าที่ในการตรวจสอบและสร้างความกระจ่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจไม่เกี่ยวข้องกับการแถลงนโยบายนัก แต่เนื่องจากว่าการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาตั้งแต่ต้น

ทั้งการร่างกติกา หรือรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกมองว่าเป็นกลไกที่กำหนดไว้ให้บางพรรคมีความได้เปรียบทางการเมือง รวมถึงที่มาของผู้ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการสรรหาและเสนอของ คสช.ทั้งหมด และผู้ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีของพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นหัวหน้า คสช.ด้วย

โดยหลักแล้ว การประชุมเพื่อแถลงนโยบายไม่มีการลงมติ และจะไม่มีการอภิปรายในเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนโยบาย จริงอยู่ว่าโดยหลักการการอภิปรายนโยบายไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของตัวบุคคล

แต่พูดเรื่องนโยบายเป็นหลัก แต่ด้วยกระบวนการที่มาของนายกฯในรัฐบาลชุดนี้ถูกตั้งคำถามในเรื่องความชอบธรรมแต่ต้น จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกวิจารณ์หรืออภิปรายในเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่วันที่เปิดสภา หรือการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้ว่ามีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้มาโดยตลอด

ถ้าฝ่ายค้านจะพูดถึงประเด็นนี้โดยยึดเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักก็สามารถทำได้ เพราะบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมีความชอบธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายด้วย ไม่อย่างนั้นจะถูกตั้งคำถามและจะมีปัญหาหลังจากนี้ตามมาอีกหลายเรื่อง แม้ว่าอาจจะไม่เกี่ยวทางตรง แต่ในทางอ้อมก็อาจส่งผลอยู่ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ประธานสภาและบรรดารัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ถ้าเป็นสิ่งที่จะกระทบต่อการดำเนินนโยบายหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบายก็ตาม ก็ควรจะสามารถอภิปรายได้ เพราะอย่างไรก็ไม่ได้ส่งผลต่อรัฐบาลในเรื่องคะแนนเสียง หรือการโหวตในสภาอยู่แล้ว

ความวุ่นวายในสภามีอยู่โดยทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภาที่จะต้องเห็นคนลุกขึ้นมาประท้วง หรือมีองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีเหมือนที่เคยเห็นในอดีต จะต้องมีการประท้วงว่าเป็นการพูดนอกประเด็น หรือพูดถึงตัวบุคคล

อย่างไรก็ดี ควรยึดหลักสำคัญว่าฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลจะอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภา ซึ่งมีหลายมิติ อาจจะเป็นมิติทางในเรื่องของตัวบุคคล ทั้งที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง กระทั่งเนื้อนโยบายเอง จึงต้องมองในเชิงบูรณาการว่า ในกระบวนการของการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลอาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลได้

ดังนั้น การประท้วงหรือทำให้เกิดภาวะวุ่นวายจึงไม่เป็นผลดี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นธรรมชาติของระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ถามว่าทำไมเราต้องให้มีการแถลง เหตุผลง่ายๆ คือ ก่อนคุณจะทำอะไรในนามประชาชน ก่อนจะใช้เงินภาษีประชาชนก็ควรแถลงก่อนว่าคุณจะนำเงินไปทำอะไร จะใช้จ่ายอะไร เป็นไปตามนโยบายข้อไหน

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมเคยกล่าวมาตลอดว่าเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียว

ดังนั้น ผลของมันก็คือระบบการตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจอย่างที่เคยเป็นมา เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ทำให้เราห็นสภาพว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีกลไกการป้องกันตัวเองของฝ่ายรัฐบาลสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับรัฐบาลอื่นๆ

หรือเป็นประชาธิปไตยในลักษณะใกล้เคียงประชาธิปไตย

การที่ฝ่ายค้านจะตั้งคำถามกับคุณสมบัติของผู้ที่จะมานั่งเป็นรัฐมนตรีก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติของระบบการเมือง และต้องไม่ลืมว่าฝ่ายรัฐบาลเอง หรือฝ่ายที่อยู่ในกลุ่มการเมืองก็ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็ถูกตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องถือหุ้นสื่อ

ดังนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายรัฐบาลจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ที่บอกว่าอย่าไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติของระบบ จะไปห้ามฟืน ห้ามไฟไม่ให้มีควันได้อย่างไร

ทั้งนี้ ก็ต้องถามด้วยว่าคนที่ท่านเลือกมามีปัญหาจริงหรือไม่

ในโลกที่ประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว ถ้าประชาชนเขามีข้อกังขาแม้แต่นิดเดียว เขาต้องลาออก เพื่อเปิดทางให้เกิดการพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์เสร็จแล้วจึงจะเกิดกระบวนการกลับเข้าสู่ตำแหน่ง

แต่นี่ยังไม่ทันเข้าสู่ตำแหน่งก็มีข้อครหา แถมยังบอกว่าขอเข้าทำงานก่อนแล้วค่อยว่ากัน หากเกิดผลเสียหายขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ นี่เข้าทำนองเดียวกันกับการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้านโดนตรวจสอบ

ตลอดจนประชาชนเองจะได้รับรู้ว่าท่านยังดื้อดึง ดึงดันเหมือนเดิมหรือไม่ ในเมื่อท่านไม่มีกองทัพหนุนเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน และแม้ว่าจะมี กอ.รมน.และเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านจะทำเหมือนเดิมหรือไม่

คิดว่าคงต้องปรับโหมดตัวเองได้แล้ว ปรับท่าที ปรับวิธีการรับรู้ เพราะประเทศไหนเขาก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้น หากเป็นประชาธิปไตย เพียงแต่จะกล้าบอกว่าตัวเองไม่ใช่ประชาธิปไตย

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าการแถลงนโยบายเป็นคนละเรื่อง คนละวาระกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อย่างว่า คนที่ไม่เคยอยู่ในระบอบที่ถูกตรวจสอบก็จะไม่ค่อยเข้าใจว่าการอภิปรายทั่วไปในประเด็นเรื่องคุณสมบัติ คุณจะเป็นคนที่มาใช้ภาษีประชาชน จะบอกเขาว่าคุณสมบัติของคนนี้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตอย่างไรบ้าง จะมาใช้เงินของประชาชนเป็นแสนล้าน ผูกพันภาระหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน คุณไว้ใจคนแบบไหน

นี่คือคำถาม ฉะนั้น การที่คนจะตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติจึงเป็นความชอบธรรม

การแถลงนโยบายที่เขาบังคับให้ต้องแถลงต่อสภา นั่นหมายความว่า เป็นการบังคับให้คุณต้องสัญญาต่อประชาชน ต่อตัวแทนของประชาชน ซึ่งประชาชนไปอยู่รวมกันไม่ได้ คุณก็ต้องสัญญากับตัวแทนของประชาชน จะบอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิติติงเลยหรือว่าสิ่งที่ท่านนำมาเป็นนโยบายนั้นมีสิ่งไหนที่เป็นข้อกังวล หรือมีเรื่องใดที่ไม่ใช่จุดจำเป็นเร่งด่วน ท่านสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติของระบบรัฐสภาประชาธิปไตย

ดังนั้น อย่าขัดขวางกระบวนการที่ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ต้องให้เสียงวิจารณ์เป็นกระจก หากท่านจะบอกว่ากระจกมันบิดเบี้ยว บิดเบือน ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าท่านต้องฟังเสียงในกระจกว่าคนอื่นมองท่านอย่างไร

เมื่อสิ่งนี้เป็นธรรมชาติก็ต้องค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ พูดกัน รู้จักรับฟังคนอื่นบ้าง ท่านบริหารประเทศโดยไม่รับฟังใครมา 5-6 ปี ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ชิน แต่ต้องเรียนรู้