เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก Panadda Diskul ถึงการเดินทางมาตรวจราชการที่ อ.โขงเจียม อ.พิบูลมังสาหาร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ว่า “มาราชการ จ.อุบลราชธานีเที่ยวนี้ ทำให้มองเห็นว่า ‘แนวนโยบายประชารัฐ’ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อความอยู่รอดของสังคมไทย ในการแก้ปัญหาความแบ่งแยกอันมีที่มาจากระบบการเมืองที่ปราศจากคุณธรรมและไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลโดยเคร่งครัด มีความสำคัญยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา คือ อุดมการณ์ทางการเมืองการบริหารที่ต้องยึดมั่นความซื่อตรงเป็นหัวใจ ไม่โลภ ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ไม่กล่าวคำเท็จ ไม่หยาบคาย และมีความขยันหมั่นเพียร ไม่ใช่มุ่งให้ร้ายต่อกัน แบ่งแยกกัน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นระบบรัฐเดี่ยว (Unitary System) มีระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ มี 76 จังหวัด ไม่ใช่ 77 จังหวัดอย่างที่กล่าวกันผิดๆ เรื่อยมา กรุงเทพฯ มีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือ ‘เทศบาลแบบมหานคร’ (Metropolitan) ไม่ใช่จังหวัด และประเทศไทยมีระบบภาษีอากรที่เรียกว่า แชร์ร่วมกันทั้งประเทศ (Tax Sharing System)
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดี ที่ลูกหลานนักเรียนโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ได้มีส่วนร่วมในช่วง คำถาม-คำตอบ ได้อย่างถูกต้องชัดเจน ในช่วงกิจกรรมพิเศษซึ่งทางโรงเรียนพิบูลมังสาหารได้ให้เกียรติเชิญข้าพเจ้าไปพบปะสนทนาและปาฐกถาพิเศษกับคณาจารย์และลูกหลานนักเรียน
คำตอบส่งท้ายกิจกรรม จึงสรุปได้ว่า ทำไมประชาชนคนไทยทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จึงต้องมีความรู้รักสามัคคี มีความสมัครสมานตามพระราชปณิธานของในหลวง ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวเขา แต่เป็นไปในแนวคิดที่ว่า จังหวัดที่มีศักยภาพสูง มีรายได้มากกว่า เช่น จ.ชลบุรี จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ก็ต้องช่วยจังหวัดที่มีศักยภาพน้อยกว่า ทอดทิ้งกันไม่ได้ เพราะในแต่ละพื้นที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ ไม่เท่าเทียมกัน มีความชำนาญการ มีทรัพยากรธรรมชาติ มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีสถาบันการศึกษา ที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป เช่นเดียวกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาลมหานครที่มีศักยภาพสูง คือ กรุงเทพมหานคร ก็ต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลพื้นที่อื่นๆ ของประเทศให้เกิดการพัฒนา มีความเจริญรุ่งเรือง และนี่คือความหมายของนครหลวงที่เป็นถิ่นพำนัก ถิ่นศึกษาเล่าเรียน และการดำรงสัมมาชีพของประชาชนจากทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ นี่คือตรรกะของความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ของปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน”

