‘วิญญัติ’จับตาอสส.คนใหม่พิจารณาสำนวน 396 โรงพัก-แฟลตตร.ต่อจากปปช.

24.07.19 | 16:48 น.
วิญญัติ ชาติมนตรี

“วิญญัติ”จับตาอสส.คนใหม่พิจารณาสำนวนต่อจากปปช.ชี้มูล 396 โรงพัก-เเฟลตตำรวจ เผยคดีปูดร้องตั้งเเต่ปี 56 จนถึงวันนี้พึ่งได้ชี้มูล

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี , พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.), พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุงกับพวก ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ในการอนุมัติโครงการแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ และกรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดแทน 396 แห่ง ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1-9 วงเงินกว่า 5.8 พันล้านบาทว่าคดีนี้เริ่มมาจากนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยในขณะนั้น มีการแถลงเรื่องการทุจริตปฎิบัติหน้าที่ในโครงการดังกล่าวจนมีการนำคดีไปร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการอภิปรายในสภา ในส่วนคดีที่อยู่ในการพิจารณาของดีเอสไอในครั้งนั้นได้มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายสุเทพแต่ในขณะนั้นก็มีปัญหาในเรื่องว่าคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.หรือไม่ จนภายหลังป.ป.ช.ก็รับคดีไว้ไต่สวนตั้งแต่ปี 2556 มีการตั้งอนุกรรมการฯขึ้นมาซึ่งอนุกรรมการชุดนั้นมี นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะทำงาน ซึ่งในการพิจารณาความเห็นของอนุกรรมการชุดนั้นมีความเห็นว่าคดีมีมูลที่จะกล่าวหานายสุเทพมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตฯ

ส่วนนายสุเทพมีการร้องขอในชั้นพนักงานสอบสวนไปเปลี่ยนคณะอนุกรรมการทั้งคณะซึ่งประธาน ป.ป.ช.ในขณะนั้นได้มีมติให้เปลี่ยนคณะทำงานตามคำร้องของนายสุเทพโดยให้ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นคณะกรรมการไต่สวนแทน

แต่พอเข้าสู่ช่วงปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการยึดอำนาจเรื่องก็มีการเงียบลงซึ่งก็ทราบว่ามีการเปลี่ยนอนุกรรมการฯอีกซึ่งตนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล จึงเป็นที่มาของการที่ตนไปยื่นเรื่องขอติดตามคดีนี้ซึ่งตนได้เข้าให้ข้อมูลกับปปช.ตั้งแต่ปี 2558-2560และก็ติดตามคดีมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงนั้นประธาน ป.ป.ช.ได้แจ้งกับตนว่าคดีนี้จะมีมติเสร็จสิ้นภายในช่วงสิ้นปี 2561 จนเราเองต้องแจ้งกลับไปว่าถ้าหากคดีชักช้าเราก็จะดำเนินคดีอาญากับ ป.ป.ช.โดยจากขอล่ารายชื่อเพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระในการดำเนินคดีเนื่องจากตอนนั้นตนได้ติดตามคดีโดยการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.มา5ครั้งแล้ว

อีกทั้งตนยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรณีก่อนที่จะมาเป็นเป็น ป.ป.ช.เคยมีตำแหน่งในกระทรวงการคลังเเละคณะกรรมการ กวพอ.ที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้และมีมติว่าการก่อสร้างโรงพักทดแทนดังกล่าวขัดกับมติ ครม.แต่พอนางสุภามาเป็นปชช.ทำไมจึงไม่รีบดำเนินการในเรื่องชี้มูลความผิดนายสุเทพ

Advertisement

“ผมเห็นว่าถ้าหากเราปล่อยไปที่ความเสียหายมันเกิดขึ้นเยอะ มันไม่ได้ ประกอบกับการเมืองในขณะนั้นรวมถึงคดีต่างๆที่นายสุเทพนำคณะออกมาเป่านกหวีดทำให้ผมเห็นว่าเรื่องมันไม่น่าที่จะปล่อยเฉยเลยกลายเป็นที่มาของการติดตามคดีของผม”นายวิญญัติกล่าว

นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อไป มีมติชี้มูลความผิดแล้วทางป.ป.ช.จะต้องนำสำนวนพร้อมมติสั่งฟ้องไปยื่นให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน โดยหากอัยการสูงสุดได้รับเรื่องดังกล่าวก็จะมีเวลาพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาภายใน 180 วัน แต่ถ้าหากทางอัยการสูงสุดเห็นว่าคดียังมีข้อไม่สมบูรณ์จะต้องทำความเห็นในข้อไม่สมบูรณ์ดังกล่าวไปยังป.ป.ช.ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันรับเรื่อง เมื่อ ป.ป.ช.ได้รับข้อไม่สมบูรณ์จากอัยการสูงสุดก็จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการ ฝ่ายละ5คน โดยให้คณะทำงานร่วมดังกล่าวจะมีระยะเวลาพิจารณาภายใน 90 วัน โดยหากคณะทำงานร่วมดังกล่าวยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ป.ป.ช.มีอำนาจในการยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตามมติที่เคยชี้มูลความผิดให้คล้ายกับคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ป.ป.ช.ฟ้องเอง

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่าสุดท้ายนี้เมื่อพิจารณาห้วงระยะเวลาในการดำเนินคดีนี้จะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนเเปลงผู้นำองค์กรที่จะได้อัยการสูงสุดคนใหม่ จึงขอฝากเรื่องนี้ไปยังอัยการสูงสุดคนใหม่ที่คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)เพิ่งได้มีมติผ่านความเห็นชอบบุคคล ซึ่งมาจากตำแหน่งเดิมคืออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษซึ่งในส่วนตัวตนเคยมีข้อกังขาและข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาคดีกบฏ กปปส.คดีอื่นๆในคดีพิเศษหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นคดีวัดพระธรรมกายหรือคดีฟอกเงินของฝ่ายการเมืองหลังจากนี้ตนก็จะติดตามต่อว่าอัยการสูงสุดคนนี้ จะมีความเป็นกลางหรือไม่อย่างไร แต่เชื่อมั่นว่าคดีนี้พยานหลักฐานชัดเจนและมีข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถถกเถียงกันได้แล้วว่าอำนาจในการอนุมัติของนายสุเทพในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้แก้ไขมติครม.และสั่งอนุมัติสัญญาแบบรายภาคให้เป็นสัญญาเดียวเรื่องนี้มันเถียงไม่ได้ ดูแล้วว่าเป็นเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่แบบใดหลักฐานมันชัดก็จะต้องพิจารณากัน