หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการต่อการทำงานของฝ่ายค้านและรัฐบาลในการประชุมรัฐสภาเพื่อให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงนโยบายในวันที่ 25-26 กรกฎาคม
ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ถ้อยแถลงนโยบายรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (25 กรกฎาคม) โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องตอบข้อสงสัยในที่ประชุมรัฐสภา คิดว่าเขาอยากจะเสนอหรือตอบในสิ่งที่เขาอยากตอบ
ดังนั้น หน้าที่และประโยชน์สาระที่ประชาชนจะได้รับคือการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะในประเด็นงบประมาณกว่าล้านล้านบาทจะนำเงินมาจากไหน เพื่อระบายไปยังโครงการต่างๆ มากมาย ซึ่งโครงการต่างๆ ก็เพื่อตอบโจทย์หรือเอาใจรักษาสัมพันธภาพของรัฐบาลพรรคร่วมใช่หรือไม่
แน่นอนว่า ฝ่ายค้านจะต้องอภิปรายพาดพิงในประเด็นคุณสมบัติ ความสง่างาม และความเหมาะสมของรัฐมนตรีหลายๆ ท่าน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำงานมาตลอด 5 ปี โดยใช้อำนาจทางกฎหมายต่างๆ
ดังนั้น ผู้ที่ถูกพาดพิงน่าจะใช้ช่องทางนี้ในการแก้ข้อกล่าวหาและชี้แจงต่อสังคม
ต่อมาคือประเด็นค่าใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลจะมีเหตุผลที่สามารถอธิบายขยายภาพจนเกิดความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะปัญหาต่างๆ ที่ประดังประเดสะสมมา แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับนโยบายเร่งด่วนบางข้อก็ตาม โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งอุทกภัยต่างๆ เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ในอดีตยังไม่เห็นการทำงานหรือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะในเรื่องภัยแล้งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของพี่น้องเกษตรกร หากผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้า หรือราคาไม่เป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลไม่สามารถพยุงราคาตามที่รับปากไว้ ความนิยมต่างๆ ย่อมส่งผลสั่นคลอนถึงรัฐบาลอย่างรวดเร็ว
จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีเวลาแล้ว คือต้องเริ่มแก้ไขปัญหาและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น ฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้มาขยายภาพและขยี้ให้เห็นว่าปัญหาสะสมที่ผ่านมาจะทำได้อย่างไร
ในเมื่ออดีตรัฐบาล คสช.กุมสภาพความมั่นคงทางการเมือง และปัญหาปากท้องถูกตั้งคำถามมาอย่างยาวนาน เมื่อมีรัฐบาลผสมอย่างนี้ การทำงานต่างๆ จะมีปัญหาหรือไม่
ท้ายที่สุดฝ่ายค้านน่าจะไม่โจมตีทั้งหมด คิดว่าน่าจะอภิปรายเสี้ยมอย่างสร้างสรรค์ หมายความว่า บางโครงการที่ใกล้เคียงกัน เช่น การแก้ปัญหาสวัสดิการของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาจมีการเชียร์ ปชป.ว่าจะมีผลในเชิงรูปธรรมชัดเจนกว่า พปชร.
ก็เป็นได้
ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ใช่การเออออเห็นด้วย แต่เป็นเรื่องการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองให้เกิดความรู้สึกว่าของใครมีความโดดเด่นหรือด้อยกว่า นี่เป็นการโจมตีทางการเมืองแบบหนึ่ง
ทว่า เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำงานได้จริงหรือไม่ โครงการของใคร หรือของพรรคใดจะถูกผลักดันแก้ปัญหาก่อน เช่น พรรคที่มีรัฐมนตรีพรรคร่วมจำนวนมาก เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โครงการใครจะได้รับการผลักดัน สนับสนุนก่อน หรือจะผลักดันพร้อมกัน ถ้าพร้อมกัน งบประมาณจะเป็นอย่างไร เหล่านี้ย่อมต้องมีคำถามออกมาตามลำดับ
สำหรับนโยบายการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เขาใช้อยู่ในคำว่านโยบายเร่งด่วน 12 ประการ แน่นอนว่าเป็นการเอาใจและลดแรงเสียดทานที่รับปากการเป็นเงื่อนไขร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐเองก็เล่นเกมนี้ค่อนข้างนิ่งและเก๋าพอ เพราะการเขียนนโยบายกว้างๆ และสั้นเช่นนี้เป็นการซื้อและทอดเวลาในการหารือเรื่องระยะเวลา หรือการปรึกษา ขอความคิดเห็นจากประชาชน ภาคประชาสังคมต่างๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง แน่นอนว่ากว่าจะถึงกระบวนการขั้นตอนที่ประชุมสภาจะต้องฝ่าหลายด่าน ซึ่งเราก็ลืมไม่ได้ว่าวุฒิสมาชิกมีบทบาทโลดแล่นมาก เขาจะยอมสูญเสียอำนาจตรงนี้หรือไม่
ดังนั้น สิ่งนี้เป็นการเพาะเชื้อสารตั้งต้นที่นำไปสู่การพูดคุยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นการไปตายเอาดาบหน้ามากกว่า
สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเป็นสักขีพยานในการแถลงนโยบายรัฐบาลอยู่ที่การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านว่า การอภิปรายจะน้ำเน่าแบบในอดีตหรือไม่ คอยรบกวน คอยขัดจังหวะผู้อภิปรายที่กำลังอภิปรายเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์หรือไม่
ดังนั้น อย่าเร่งเกมจนเกินไป หากจะขัดหรือประท้วงต้องอยู่ในกฎข้อบังคับที่สร้างสรรค์ และมั่นใจว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลหรือ ส.ส.องครักษ์ของนายกรัฐมนตรีก็อย่าไปขัดจนเกินงาม
เพราะสิ่งเหล่านี้จะกระทบกับคะแนนความนิยม ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างจริงจัง แถมยังขัดและคอยปิดหูปิดตาไม่ให้ประชาชนได้รับฟังข้อคิดเห็นที่แตกต่าง
วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนั้น จะเห็นว่าระบุเพียงประเด็นเบื้องต้นว่ามีอะไรบ้าง ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน ระบบสวัสดิการ ไปจนถึงประเด็นสำคัญทางการเมือง ที่น่าสนใจคือในข้อที่ 12 เรื่องการสนับสนุนให้มีการศึกษา รับฟังความเห็นประชาชน และดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายละเอียดก็น้อยนิดอย่างที่เห็น
ดังนั้น รายละเอียดทั้งหมดจริงๆ คงจะต้องตามต่อว่านโยบายต่างๆ จะเป็นรูปธรรมชัดเจนมากน้อยแค่ไหน
ขณะเดียวกันการทำงานของฝ่ายค้านก็น่าจับตาในฐานะประชาชน ซึ่งต้องดูถึงบทบาทการทำงานของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วยว่ามีแนวทางใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหรือไม่
คำว่าแนวทางใหม่คือ ภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายที่มีการพูดคุย ซักถามในเชิงสร้างสรรค์ พยายามลดภาพการโต้แย้ง หรือใช้วาจาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในเรื่องนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการใช้เหตุผลเป็นหลักในการสู้กันในสภาตามกฎและกติกา
คาดว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลจะเป็นไปอย่างดุเดือด เช่น นโยบายข้อ 4 ที่ระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยเรื่องสำคัญที่สังคมจับตาคือกัญชา
ฉะนั้น ต้องติดตามรายละเอียดว่าทางรัฐบาลจะแถลงอย่างไร รวมถึงนโยบายข้อที่ 8 การแก้ไขปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการประจำ
โดยใช้มาตรการทางเมืองควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายเมื่อพบผู้กระทำผิด โดยข้อนี้น่าจับตามองว่ารัฐบาลจะอธิบายรายละเอียดหรือขยายความอย่างไร เพราะพูดชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 1 ปี ในกรณีการทุจริตในวงราชการ โดยมีข้าราชการการเมืองด้วย
หมายความว่าจะรวมถึงพวกท่านด้วย คำถามจึงอยู่ที่ว่าจะทำจริงแค่ไหน ถ้าไม่จริง ข้อนี้ก็เป็นเพียงลมปากที่ให้นโยบายอย่างสวยหรู เชื่อว่าในวันแถลงนโยบายรัฐบาล ทางฝ่ายค้านจะซักถามอย่างเข้มข้นแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีในข้อ 12 คือการสนับสนุนให้มีการศึกษา รับฟังความเห็นประชาชน และดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าการสนับสนุนให้มีการศึกษา สามารถนึกภาพตามได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ทำตามข้อเรียกร้องของสังคมระดับหนึ่ง และกับพรรคประชาธิปัตย์ว่าเราไม่ได้ขัดข้อง เราจะสนับสนุนให้มีการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่โชว์ให้เห็นว่าเบื้องต้นยังไม่มีการแก้ไข
แต่ต้องมีการศึกษาก่อน ฉะนั้น ภายใน 1 ปีไม่เสร็จแน่นอน
วิโรจน์ อาลี
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในนโยบายของรัฐบาลระบุคำว่า “สนับสนุนให้มีการศึกษา” อยู่ใน 12 นโยบายเร่งด่วนภายใน 1 ปี การบอกไว้ว่าศึกษาแต่ไม่ได้มีประเด็นในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยว่าจะทำการศึกษาในลักษณะใด ประเด็นใดบ้าง และในการศึกษา เขาอาจพูดประเด็นกว้างๆ ไว้ก่อน ก็ต้องไปรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่น้ำหนักจะไปตกที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ว่าจะออกมาให้รายละเอียดในกรอบการศึกษาว่าจะทำเรื่องอะไรบ้าง จะพูดเรื่องที่มาของ ส.ว.หรือการล้มล้างผลพวงรัฐประหารหรือไม่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะต้องทบทวนหรือไม่ จะเป็นเรื่องในประเด็นใหญ่ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือจะลงไปในรายละเอียดเรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คิดว่ารัฐบาลเองอาจไม่ได้พูดถึงรายละเอียดมากนัก เมื่อฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถาม ทางพรรค ปชป.ก็ต้องอธิบายเชิงลึกให้ได้ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นง่ายขึ้น ส่วนตัวแล้วคาดหวังคำอธิบายเหล่านี้ว่าจะลงไปในรายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับความคาดหวังในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ประเด็นในภาพรวมตอนนี้คือ 2 เครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ตัวเลขติดลบมาหลายเดือนแล้ว ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวนั้นเริ่มชะลอตัวลง นอกจากนั้น ยังมีเรื่องผลกระทบจากภัยแล้ง จึงคิดว่า 3 เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะจะไปโยงกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในนโยบายมีการพูดถึงไว้บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดมากนัก แต่หัวใจน่าจะอยู่ที่การหามาตรการเพื่อตอบโจทย์ปัญหาระยะสั้น 3 เรื่องดังกล่าวเป็นหลัก โดยเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งนั้นจะโยงไปถึงการบริหารจัดการน้ำ เพราะใน 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจังหวะๆ พอสิ้นปีก็มีการลดแลกแจกแถม ซื้อของลดภาษี ซึ่งต้องถามว่ามันเพียงพอหรือไม่ แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปเพื่อรับมือกับความผันผวน ยิ่งตอนนี้พรรค ปชป.มาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ จะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นระยะ อย่างน้อยที่สุด ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี รัฐบาลจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร คาดหวังว่ารัฐบาลจะตอบเรื่องนี้ให้ได้
ส่วนความคาดหวังในฝ่ายค้านจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ส่วนตัวมองว่าฝ่ายค้านมีคุณภาพดีขึ้น เพราะมีประเด็นที่พูดในเชิงสร้างสรรค์ค่อนข้างมาก เพราะเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำๆ มา 5 ปี
ดังนั้น จึงคาดหวังว่าเขาจะอภิปรายอย่างเต็มที่ ไม่ได้พยายามสร้างสีสันหรือสร้างวาทกรรมเป็นหลัก แต่โดยรวมของพรรคฝ่ายค้านถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว อีกทั้งเท่าที่เห็นยังมีการทำงานแบบคู่ขนานทั้งในสภาและนอกสภา มีการทำงานร่วมกับภาคประชาชนเพื่อนำข้อมูลนอกสภาไปกล่าวในสภา คิดว่าเขามีความพยายามจะชี้ให้เห็นปัญหาของความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ค่อนข้างบกพร่องของรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้ด้วย เพื่อที่ในอนาคตหากมีการเลือกตั้ง ประชาชนจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น คิดว่าเขาจะเน้นตรงนี้มากกว่า เพราะในเชิงยุทธศาสตร์มันไม่ใช่การดิสเครดิตกันที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองได้ การปลุกประเด็นหรือสร้างม็อบทำได้ยากมากเพราะองคาพยพอยู่ในมือของรัฐบาลทั้งหมด
ส่วนตัวคิดว่าฝ่ายค้านคงเตรียมตัวมาดี แต่ประเด็นคือฝ่ายรัฐบาลเองจะรับมือกับประเด็นบางเรื่องที่ไม่อยากให้มีการอภิปรายเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวของกลุ่ม 3 ป., ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตามคิดว่าทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการบริหารของรัฐบาลหลังจากนี้จะไม่เหมือนการบริหารในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

