เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่หอประชุมบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) นายชวน หลีกภัย เป็นประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่รับฟัง เพื่อจะได้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ตั้งใจคิดเพื่อประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลังการอภิปรายขอให้นายกรัฐมนตรีตอบเรื่องคำปฎิญาณถวายสัตย์ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอให้นายกรัฐมนตรีตอบด้วย
สำหรับเรื่องนโยบาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มี 3 ลักษณะ 1 คือ เลื่อนลอย ใส่ทุกเรื่อง เต็มไปด้วยคำสวยหรู ใหญ่ๆ โตๆ อ่านลงไปในรายละเอียดแล้ว ไม่มีรูปธรรมมีแต่การส่งเสริมสิ่งโน้น สิ่งนี้ แต่ไม่มีรูปธรรม เช่นข้อ 5.1 เรื่องการดำเนินนโยบายการเงินการคลัง ที่ไม่ยอมบอกว่าวิธีการคลัง หรือนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ 9 การแก้ไขปัญหายาเสพติด และเรื่องการแก้ปัญหาความสงบสุขชายแดนภาคใต้ ที่เอามาติดกัน จนเหมือนยาเสพติดมีแค่ภาคใต้ หรือเรื่องข้าว เรื่องต่างประเทศ ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร มีเพียงการบอกทิศทาง แต่ไม่บอกว่าจะทำอย่างไร
ลักษณะเด่นแบบสองคือเป็นนโยบายโลเล ไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันแน่ หลายอย่างเขียนขัดแย้งกันไปกันมา เช่นการทวงคืนผืนป่า แต่ก็มีเรื่องการปฏิรูปที่ดิน หรือข้อ 8.6.3 เรื่องเหลื่อมล้ำการศึกษา แต่ก็พูดเรื่องการกู้ยืมเรื่องการศึกษา ที่เขียนผสมปนเป
ลักษณะเด่นที่ 3 คือ นโยบายหลอกลวง ก่อนการเลือกตั้งมีการรณรงค์หาเสียง แต่ละพรรคมีการนำเสนอนโยบายก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งการกระจายอำนาจ เกณฑ์ทหาร กัญชาเสรี ยกตัวอย่าง นโยบายเร่งด่วนข้อ 5 พปชร.หาเสียงเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท เงินเดือน ป.ตรี 2 หมื่น อาชีวะ 1.8 หมื่น การลดภาษีเด็กจบใหม่ ก็ไม่ได้มีการบรรจุไว้ หรือการที่ประชาธิปัตย์หาเสียงปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ก็ไม่มีบรรจุในรัฐธรรมนูญ
เมื่อเทียบกับนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ ช่วงปี 2557 พบว่าแม้เป็นรัฐบาลรัฐประหาร ก็พบว่าเขียนได้ดีกว่ามาก ระบบของรัฐธรรมนูญปี 2560 เอง ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการเขียนนโยบาย รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ผสมกันเยอะสุดในประวัติศาสตร์ วุฒิสภา 250 คน ยิ่งทำให้กลไกการตัดสินใจของพรรคการเมืองแต่ละพรรคบิดเบี้ยว พรรคอันดับสอง กล้าที่จะจัดตั้งรัฐบาล แม้คะแนนแพ้ทิ้งห่างอย่างมาก แต่ต้องไปร่วมกับพรรคอันดับสองเพราะ รู้ว่าถ้าไปร่วมกับพรรคอันดับ 1 ก็ไปสู้ไม่ได้ จึงไม่อยากไปวิจารณ์ว่าเป็นปัญหาตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันพิกลพิการ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีมีโอกาสน้อยมาก ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายที่ก้าวหน้า แทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงขอคาดการณ์เอาไว้ว่า รบ.ชุดนี้จะผลักดันได้แค่นโยบายเฉพาะหน้า เป็นแค่ตัวอักษร ไม่มีผลเชิงปฏิบัติ นโยบายก้าวหน้า ไม่มีโอกาสได้ผลักดัน

