หน้าแรก การเมือง นายกฯ เสนอวิส...

นายกฯ เสนอวิสัยทัศน์เวทีมั่นคง ทหารควรทำงานพัฒนาด้วย ไม่ใช่แค่ปกป้องประเทศ

4.06.16 | 13:47 น.

“นายกฯ” เสนอวิสัยทัศน์ในเวทีความมั่นคง ขอภูมิภาคร่วมกันพิจารณาดุลยภาพใหม่แห่งความร่วมมือในภูมิภาคที่เกื้อกูลกัน


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เวลา 20.00 น. ที่โรงแรมแชงกรีล่า สาธารณรัฐสิงคโปร์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถา ในพิธีเปิดการประชุม IISS Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 15

นายกฯ กล่าวย้อนหลังเมื่อ 14 ปีที่แล้ว นายลี กวน ยู บิดาผู้ก่อตั้งสิงคโปร์และนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ เป็นผู้นำในเอเชียแปซิฟิกคนแรกที่ได้กล่าวปาฐกถาในการประชุม Shangri-La Dialogue ครั้งแรก จนถึงวันนี้ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นหลักไปจากเดิม แต่สถานการณ์ความมั่นคงกลับมีความสลับซับซ้อน หลายประเทศจะมีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น และจะมีการแพร่ขยายของการก่อการร้ายข้ามชาติ โลกผ่านยุคสงครามเย็นที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว เปลี่ยนเป็นโลกหลายขั้ว พึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น เผชิญปัญหาที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพร่วมกัน ทั้งรูปแบบภัยคุกคามดั้งเดิมได้แก่ ความขัดแย้งต่าง ๆ ในทะเลจีนใต้และคาบสมุทรเกาหลี และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่เผชิญเหมือนกันทั่วโลก เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีธรรมาภิบาล ความไม่มั่นคงทางพลังงานและอาหาร ภัยพิบัติ โรคระบาด การก่อการร้ายข้ามชาติ ยาเสพติดข้ามชาติ ภาวะโลกร้อน ปัญหาหมอกควันข้ามแดน อาชญากรรมไซเบอร์ การประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การอพยพแบบไม่ปกติ สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น ทำให้การรักษาสมดุลด้านความมั่นคงจึงทำได้ยากขึ้นมากในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศหนึ่งที่เสียดุลยภาพไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการรักษาสมดุลและดุลยภาพได้เป็นอย่างดีในอดีต ปัจจุบัน ด้วยความร่วมมือของหลายฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อว่าไทยได้เดินกลับเข้ามาสู่สภาวะที่ดีขึ้น แม้ว่ายังคงมีความท้าทายต่างๆ รออยู่มากก็ตาม โลกยุคโลกาภิวัฒน์เป็นโลกไร้พรมแดน ด้วยการคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็ว จากแนวคิดหนึ่งประเทศหนึ่งจุดหมายเปลี่ยนเป็น “หนึ่งโลก หนึ่งจุดหมาย” ที่ทุกประเทศจึงร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

นายกฯกล่าวในหัวข้อโครงสร้างสถาปัตยกรรมของภูมิภาค ขาดดุลยภาพที่เหมาะสมว่า การแก้ปัญหาความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ดี การสิ้นสุดของสงครามเย็น ทำให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเปลี่ยนเป็นโครงสร้างที่มีหลายขั้วอำนาจและยังไม่มีกฏระเบียบหรือกติกาที่ชัดเจน จึงเกิดความไม่แน่นอนขึ้น กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศทีมีขนาดเล็กและกำลังพัฒนาในภูมิภาคมากขึ้น ความมั่งคั่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดึงดูดให้ประเทศต่าง ๆ หันมาดำเนินนโยบายขยายบทบาททั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น สหรัฐฯ มีนโยบายปรับสมดุล และนโยบายผลักดันเขตการค้าเสรีทีพีพี ซึ่งไทยเองสนใจและเร่งพิจารณาในการเข้าร่วมโดยให้มีการศึกษา ทำประชาพิจารณ์และขอให้ประเทศสมาชิกช่วยพิจารณาผลกระทบบางประการให้ด้วย ซึ่งก็น่าที่จะทำให้หลายประเทศได้ตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจีนก็มีนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้น และ เขตการค้าเสรี ผ่าน FTAAP (เอฟแทป) และเขตการค้าเสรี RCEP ขณะที่รัสเซียมี นโยบายมุ่งเอเชียและเขตการค้าเสรียูเรเซีย และอินเดียมีนโยบายมุ่งตะวันออก

Advertisement

นายกฯกล่าวว่า สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้เล่นที่สำคัญในภูมิภาค ส่วนอินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้และอาเซียนเป็นผู้เล่นสำคัญที่เพิ่มขึ้น ขณะที่จีนมองว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงของตนเป็นไปในเชิงสันติและสร้างสรรค์ หลายประเทศกลับกังวลว่า พัฒนาการดังกล่าวจะกระทบต่อดุลแห่งอำนาจและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อาเซียนต้องมีเอกภาพ และมีบทบาทในการสร้างดุลยภาพใหม่ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมพื้นที่แห่งสันติภาพและเอื้ออำนวยให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามหลักการกฏระเบียบ และค่านิยมที่ยอมรับร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์ อาเซียนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถสร้างพื้นที่ แห่งสันติภาพระหว่างสมาชิกที่เคยขัดแย้งกันได้ ความท้าทาย คือ การแสวงหาความร่วมมือทำกิจกรรมร่วมภายใต้ความแตกต่างในปัจจุบัน เพื่อลดช่องว่างและสร้างสมดุล ให้แก่โครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาคได้โดยเร็ว ป้องกันปัญหา ที่เกิดขึ้นได้จากสภาวะไร้ดุลยภาพเป็นเวลานาน และที่สำคัญเพื่อนำทุกประเทศในภูมิภาค ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและเสถียรภาพอย่างยั่งยืน เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา

“ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถเผชิญกับภัยคุกคามทั้งหมดได้โดยลำพัง แนวคิดความมั่นคงแห่งชาติจะต้องขยายแนวคิดออกไปเป็นความมั่นคงในภูมิภาคและ ความมั่นคงของโลก ซึ่งจะครอบคลุมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อาหาร น้ำ พลังงานไปจนถึงความมั่นคงทางไซเบอร์” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงแนวคิดสร้างดุลยภาพในภูมิภาคต้องเริ่มจากพื้นฐานว่า คือ 1.เข้าใจกัน 2.ร่วมมือกัน 3.สนับสนุนส่งเสริมกัน และ 4.ให้โอกาสและสนับสนุนให้ประเทศที่ประสบปัญหาสามารถแก้ปัญหาภายในของตัวเองได้ทั้งนี้ ดุลยภาพใหม่ว่าด้วยถึงความมั่นคงในภูมิภาคและของโลก ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน 4 ประการ คือ สันติภาพที่มั่นคง การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และการอนุรักษ์โลก โดยสร้างจุดยืนและเป้าหมาย ร่วมกัน โดยสงวนจุดต่างให้มากที่สุด ปรับกระบวนทัศน์จากการเผชิญหน้า สู่ความร่วมมือ ภายใต้แนวคิดที่ว่า จะต้องแข็งแกร่งไปด้วยกันแบบสตรองเกอร์ทูเกทเตอร์ที่สำคัญต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เปลี่ยนความขัดแย้งสู่ความเชื่อมโยง จากผลประโยชน์ร่วมสู่ค่านิยมร่วม จากแนวคิดการแพ้-ชนะ สู่แนวคิดการชนะร่วมกัน ภายใต้หลักคิด 3 เอ็ม คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจร่วมกัน (Mutual Trust) ความเคารพซึ่งกันและกัน (Mutual Respect) และ ผลประโยชน์ร่วมกันในที่สุด (Mutual Benefit)

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือในภูมิภาค : ความดุลยภาพใหม่ที่เกื้อกูลกันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังว่า ความร่วมมือในภูมิภาค ดุลยภาพใหม่ที่เกื้อกูลกันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ดังนี้ 1.การส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมการให้ของเอเชีย คือยิ่งให้จะยิ่งได้รับ ตอบแทน ดังนั้น ยิ่งมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ยิ่งได้รับความมั่นคงตอบแทน 2.ความเป็นหุ้นส่วนแบบเหมาะสมและเกื้อกูลกัน เช่น ไตรภาคี ที่ประเทศชาติมหาอำนาจร่วมมือ สนับสนุนช่วยเหลือ ประเทศที่พัฒนามาก ประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศที่พัฒนาน้อย ไปพร้อมๆกัน ตามศักยภาพของแต่ละประเทศที่มีอยู่ เพื่อลดช่องว่างระหว่างกันให้มากที่สุดในทุกมิติ 3.การไม่ติดกับดักของการเลือกข้าง หรือแบ่งฝักฝ่าย ปัจจุบันเป็นโลกหลายขั้วอำนาจ ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลาง จึงจำเป็นต้องคบหามิตรประเทศต่างๆ รอบด้านและต้องรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างดุลยภาพที่เหมาะสม 4.การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ เพราะความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศมหาอำนาจ จะเป็นผลดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะต่อเสถียรภาพ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย จึงจะเรียกว่าช่วยกันทำให้โลกใบนี้มีความเท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง

นายกฯกล่าวว่า 5.ประเทศในภูมิภาคควรจะปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาอธิปไตยให้ส่งเสริมซึ่งกันและกันมากขึ้น การก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 49 ปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของการรวมตัวขององค์การความร่วมมือต่างๆ ในทุกภูมิภาคบนโลกใบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทางเลือกที่ดีว่า การคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และกติกาสากล ผมคิดว่า นี่คือทิศทางของความมั่นคงที่แท้จริงในอนาคต ให้เห้นเขตแดนเป็นเส้นแห่งความร่วมมือมากกว่าทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น 6.การส่งเสริมความมั่นคงควรควบคู่กับการพัฒนา ความมั่นคงเป็นรากฐานของการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ก็สามารถบั่นทอนความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคได้ ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นตอ คือ การพัฒนาจากภายใน รัฐบาลได้วางรากฐานที่สมดุล มั่นคงและยั่งยืนทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมตาม โดยมีคนเป็นศูนย์กลางและดำเนินนโยบายประชารัฐเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ และจะได้มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและเข้มแข็งในบริบทของประเทศไทยเอง โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ในปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 10 ปีที่สหประชาชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) ในปี ค.ศ. 2006

“ไทยในฐานะประเทศประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (จี 77) วาระปี ค.ศ. 2016 เสนอของแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ของสหประชาชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศในภูมิภาค ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เห็นว่า ทหารไม่ควรจำกัดบทบาทเพียงเพื่อการปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ ควรมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาประเทศเพื่อช่วยวางรากฐานด้านความมั่นคงที่ยั่งยืน และ 7.สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคและโลกเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศประเทศไทยสนับสนุนและพร้อมร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคและโลก โดยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
”นายกฯกล่าว

นายกฯกล่าวถึงความท้าทายด้านความมั่นคง 7 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรกปัญหาความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก ประเทศไทยเห็นว่า ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญร่วมกันรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ เสรีภาพในการบินผ่าน และการเดินเรือ การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลในภูมิภาคโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้ง กฎหมายทางทะเล ประเทศไทยเห็นว่าการปฏิบัติตาม DOC ( Decla-ration on the Conduct of the South China Sea) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพในทุกข้อบทจะสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจาแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง และสนับสนุนให้เร่งรัดการจัดทำ COC (Code of Conduct on the South China Sea) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยทั้งนี้ประเทศที่อ้างสิทธิ์ต้องแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในการคลี่คลายปัญหาในทุกโอกาส ทุกเวทีความร่วมมือที่มีอยู่ในการพิจารณาหาความเป็นไปได้ของการคลี่คลายปมปัญหานี้ ปัญหาในพื้นที่ทางทะเลในภูมิภาค ไม่ควรเป็นเกมส์ที่มีผลแพ้ชนะ (zero sum game) เพราะจะทำลายความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานและจะไม่มีใครได้รับประโยชน์ในท้ายที่สุด ประเทศในภูมิภาคควรพลิกมุมมองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ทางทะเลในภูมิภาคให้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายในลักษณะ win-win ประเทศไทยขอเสนอให้ประเทศในภูมิภาคทั้งประเทศที่อ้างสิทธิและไม่ได้อ้างสิทธิในพื้นที่ทางทะเลในภูมิภาค ดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Joint Activities) เพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยเน้นให้มีผลในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เราควรพิจารณาว่า ทำอย่างไรจะมีกิจกรรมร่วมของประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในทางสร้างสรรค์ก่อน โดยกระทำควบคู่กับการเจรจาเพื่อไม่ให้ปัญหาเขตแดนเป็นอุปสรรค ให้เป็นเส้นเขตแดนแห่งความร่วมมือ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเด็นที่สอง สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือยังสร้างความตึงเครียด ซึ่งควรมีการฟื้นกลไกการปรึกษาหารือ 6 ฝ่ายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและลดความตึงเครียด บนพื้นฐานของหลักการทางการทูตและความอดทนอดกลั้น รวมทั้งสนับสนุนให้เกาหลีเหนือได้มีทัศนคติให้ไปกันได้ (compatible) กับประชาคมโลกโดยไม่ถูกโดดเดี่ยวในทุกช่องทาง ประเด็นที่สาม การก่อการร้ายและแนวคิดสุดโต่งจากเหตุร้ายในพื้นที่ต่างๆ ยืนยันว่าการก่อการร้ายข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร่วมของภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันการแพร่ขยายของเหตุการณ์ โดยอาศัยทั้งมาตรการทางด้านการพัฒนาและการทหาร การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับแนวทางสายกลาง ความรู้และความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาและชาติพันธุ์ และการแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา อาทิ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม คามยากจน ความแห้งแล้ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนและความไม่เป็นธรรมรวมถึงความขัดแย้งที่หยั่งรากลึก ซึ่งหากไม่ได้รับการป้องปรามก็มีโอกาสที่จะเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในหลายประเทศ ประเด็นที่สี่ การสะสมอาวุธสงคราม การสะสมอาวุธสงคราม ควรเป็นไปอย่างจำกัดและเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองอธิปไตยและรักาาผลประโยชน์แห่งชาติ ประเด็นที่ห้าการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง โดยไม่ผลักภาระให้ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องแก้ไขปัญหาเพียงลำพัง แนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ควรแก้ไขที่ต้นเหตุโดยช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความอยุติธรรม บนพื้นฐานด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยได้จัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียในไทยเพื่อให้ทุกฝ่ายส่วนร่วมกันหารือปัญหา

นายกฯกล่าวว่า ประเด็นที่หก ความมั่นคงทางไซเบอร์ทุกประเทศควรมีการจัดตั้งหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังเป็นการเฉพาะ และดูแลให้มีกฎหมายเพื่อจัดการในเรื่องนี้ บนมาตรฐานที่สอดคล้องกัน รวมทั้งการสร้างความร่วมมือทั้งทางการข่าวและเทคโนโลยีตลอดจนพัฒนาบุคลากรและการฝึกร่วม และทำให้เกิดความสมดุลในเรื่องสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงในการบังคับใช้กฎหมาย และประเด็นสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติและสาธารณภัย การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความยั่งยืนของภูมิภาคและโลก เกิดภัยแล้ง น้ำท่วม กระทบต่อภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร เพราะทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเป็นสมบัติของโลก จึงต้องช่วยกันดูแลรักษา สำหรับการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติและสาธารณภัยประเทศในภูมิภาค ควรกระชับความร่วมมือ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น แพทย์ทหาร หน่วยช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ทหารพัฒนาและทหารช่าง

5