เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ผศ.ดร. ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความเห็นในประเด็นการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยในตอนหนึ่งเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่มีการถ่ายทอดสดว่า ตนไปสั่งอาหารร้านข้างทาง แต่ถูกผัดผ่อนว่า อย่าเพิ่งสั่งได้หรือไม่ จะดูถ่ายทอดการอภิปรายในสภา ซึ่งส่วนตัวในแง่หนึ่งรู้สึกหิว แต่ก็ทำให้ทราบว่าคนจำนวนมากหันมาสนใจการเมือง
“ในการอภิปรายครั้งนี้คนสนใจติดตามรับชมมาก ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้คนติดตามการเมืองมากขึ้น หลังจากการเลือกตั้งเป็นต้นมา คนเฝ้าดูสถานการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าชนชั้นใด สถานะใด อาชีพใด วันก่อนจะไปรับประทานอาหารที่ร้านข้างถนน ทางร้านบอกว่าอย่าเพิ่งสั่งได้หรือไม่ ขอฟังการอภิปรายก่อน ส่วนตัวก็รู้สึกหิว แต่ในอีกด้านหนึ่งรู้สึกว่าคนจำนวนมากสนใจการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถ้าทางสภาก็ดี ทางฝ่ายค้านก็ดี รัฐบาลก็ดีใช้โอกาสนี้ในการทำให้กระบวนการทางการเมืองเติบโตจะมีประโยชน์มาก” ผศ.ดร.โอฬารกล่าว
ผศ.ดร.โอฬาร ระบุอีกว่า กรณีประธานรัฐสภา สำหรับนายชวน หลีกภัย ถือว่าผ่าน แต่ภาพรวม ขอให้คะแนนอยู่ที่ 6.5 เต็ม 10 เพราะประธานวุฒิสภา คือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ยังไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ดีเท่านายชวน พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาหลายครั้ง เกิดจากประธานวุฒิสภาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อะไรได้เลย แตกต่างจากนายชวนเมื่อเปรียบเทียบกัน
นายพรเพชรเป็นประธานสภาที่มาจาก ส.ว. ทำให้คะแนนตก เพราะไม่สามารถควบคุมสภาได้ ก่อนหน้านี้คุม สนช.ได้ เนื่องจาก ส.ว.หรือ สนช. เป็นกลุ่มคนมาจากกระบวนการเดียวกันทั้งหมด จึงไม่มีข้อขัดแย้งมากนัก แต่เมื่อมาอยู่ในกระบวนการสภา มีทั้ง ส.ว.และ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง เป็นคนละพวก คนละน้ำกัน บารมีตัวเองไม่พอจะควบคุมสถานการณ์มีทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ถ้านับนายพรเพชรคนเดียว ถือว่าสอบตก
ส่วนกรณีของนายกรัฐมนตรี คะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5 เต็ม 10 การนำเสนอของท่านคือการอ่าน ถามว่าทำไมการอ่านจึงมีปัญหา นั่นเพราะไม่ได้เตรียมตัวอ่าน จริงๆ แล้วอย่างน้อยต้องซ้อมมาบ้าง สัก 2-3 ครั้ง เพื่อความคุ้นชินกับภาษาเหล่านั้น แต่ปรากฏว่าท่านไม่ได้เตรียม หรือทำการบ้านมาน้อย ทำให้มีการใช้วิธีการสื่อสารที่ส่วนตัวคิดว่านำไปสู่ปัญหา ทำให้ลิ้นรัว เปิดข้ามหน้า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความประหม่าด้วย
“สำหรับภาพรวมของสภา ยังมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนมากนักในนโยบายของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนหนึ่งเป็นภาพกว้างที่เป็นผลจากรัฐธรรมนูญ กรณีพรรคฝ่ายค้าน ขอให้น้ำหนักพรรคอนาคตใหม่ สามารถอภิปรายได้ตรงประเด็นต่อนโยบายต่างๆ และไม่ใช้โอกาสนี้พูดไปในลักษณะที่เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องชื่นชมว่าพรรคอนาคตใหม่ทำการบ้านได้ดี ในขณะที่พรรคเพื่อไทยในบางครั้งเหมือนใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรีในด้านคุณสมบัติ รวมถึงปัญหาค้างเก่าทั้งหมด ตรงนี้ทำให้กระบวนการทางสภาขาดความน่าสนใจไป แทนที่จะใช้โอกาสในการแถลงนโยบายหรือตรวจสอบ สอบถามความข้องใจในนโยบายต่างๆ
ดาวเด่นสภาโดยรวม ถ้าเป็นตัวบุคคล คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายประเด็นปัญหาด้านการเกษตร และนางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่ พูดเรื่องการศึกษา ทำให้เห็นว่านโยบายที่รัฐบาลนำเสนอมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง รวมถึงนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย พยายามจะชี้ให้เห็นว่านโยบายที่คุณหาเสียงไว้มันหายไปไหน แกนหลักอยู่ที่นโยบายและชี้ให้เห็นว่านโยบายนั้นขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง และอีกท่านที่พูดได้ดีคือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่ แต่มี ส.ส.ส่วนหนึ่งไปพูดถึงรัฐประหาร ถามว่าพูดได้ไหม ก็พูดได้แต่ประเด็นสำคัญ ณ วันนี้คือการแถลงนโยบาย จึงต้องวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มีความเลื่อนลอยหรือข้อจำกัดอะไรบ้างที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ”
สำหรับสิ่งที่ประชาชนได้เห็นในครั้งนี้ ผศ.ดร.โอฬารระบุว่า ได้เห็นถึงคุณภาพ ส.ส.หรือ ส.ว. โดยภาพรวมว่า คนที่เลือกเข้าไปมีคุณภาพอยู่ตรงไหน ใช้ศักยภาพเต็มที่หรือไม่ และคนที่ไม่ได้เลือกนั้นมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นคุณภาพซึ่งจะนำไปสู่ผลของการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าคนจำพวกไหนที่มีโอกาสกลับมาและคนประเภทไหนสมควรที่จะไม่ได้กลับมา

