หมายเหตุ – ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงทิศทางและนโยบายการยกระดับศึกษาไทย รวมทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังก่อนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ
•มาทำงานที่ ศธ.พบข้าราชการแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?
ส่วนตัวผมชอบ เป็นงานที่ท้าทายเชิงบริหารพอสมควร ไม่กังวลว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คิดว่าถ้าคนใน ศธ.รวมใจกันจริงๆ จะสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้แน่นอน แต่สิ่งสำคัญคือ ผมจะสามารถปลุกพลังของคนใน ศธ.ได้หรือไม่ นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย ยังมีเรื่องของครู และผู้ปกครองที่ต้องเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง อยากให้ทุกภาคส่วนเข้าใจว่าทั้งประเทศต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมความพร้อม เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ฟังดูอาจเป็นคำพูดที่สวยหรู แต่เป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นแน่นอน โลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเรายังยึดติดกับเรื่องเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ เราไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้
ศธ.เป็นกระทรวงที่ผมอยากเข้ามาทำงาน หากสามารถเลือกได้ก็จะเลือก ศธ. แต่บังเอิญว่าเลือกไม่ได้ ตอนแรกอาจมีความกังวล หรือมีเรื่องติดขัดนิดหน่อย อย่างในข้อที่ถูกกล่าวหาว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่พอได้รับอบหมาย ผมก็บริหารจัดการในส่วนนั้น เคลียร์เรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถตรวจสอบทางกฎหมายได้ ซึ่งผมค่อนข้างสบายใจ เพราะการได้เข้ามาบริหาร ศธ. ก็เป็นส่วนที่สำคัญ
•นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยา ลาออกโรงเรียนนานาชาติ?
ใช่ เป็นเรื่องที่ทางภรรยา ตัดสินใจ ซึ่งมีความเห็นเข้ามาเหมือนกันว่า ไม่จำเป็น เพราะโรงเรียนนานาชาติที่เราทำไม่ได้รับเงินอุดหนุนจาก ศธ. แต่ปัจจุบันโลกของโซเชียล โลกของข่าว มีเรื่องของข่าวปลอม (เฟคนิวส์) จึงไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด อยากให้ทุกคนสบายใจ ทางภรรยาก็รู้สึกหนักใจเพราะออกแล้วไม่มีงานทำ อีกทั้งโรงเรียนนี้เป็นเรื่องที่เราสองคนทำกันมา มีความผูกพัน ก่อนตัดสินใจร้องไห้กันไปหลายยก แต่เป็นความผูกพันที่เราสองคนสละได้ เพื่อมาทำงานสำคัญให้ประเทศ
•กลัวหรือไม่ หลายคนบอก ศธ.เป็นกระทรวงปราบเซียน
ผมกลับมองว่าได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนให้ความคาดหวังว่า ขอให้ทำให้ได้ ขอให้ทำให้ดี ขอให้ทำให้สำเร็จ เป็นความท้าทายที่น้อมรับ และคิดว่าผมพอมีความสามารถในเชิงบริหารที่จะนำพาวาระแห่งชาตินี้ไปได้
ที่ผ่านมาไม่กล้าคิดว่าจะได้มาทำงานที่ ศธ. เพราะอาจมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่เคยคิดว่า ในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ทำ ทำให้ที่ผ่านมาไปมองการทำงานในด้านอื่นๆ ที่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ ถือเป็นความกรุณาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาส แม้จะโดนกดดัน แต่ยังให้ความไว้วางใจ ถือเป็นบุญของชีวิต
•นายกฯชวนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ด้วยตัวเอง?
ชวนด้วยตัวเอง ถามว่ามาบริหาร ศธ.ได้หรือไม่ แน่นอนว่าในความรู้สึกแรก ความคิดของเรามั่นใจ อยากทำ ตอบว่าได้ครับ แต่บอกข้อแม้กับนายกฯไปว่า เรายังติดปัญหาอะไรบ้าง นายกฯก็ถามว่าบริหารจัดการได้หรือไม่ ผมคิดอยู่ไม่นาน แล้วก็ตอบว่า ได้ ถ้าจะให้ทำตรงนี้ก็บริหารจัดการได้ แต่ก็ยากหน่อย ต้องใช้เวลา นายกฯได้ตกลง ให้ผมไปบริหารจัดการ ซึ่งมีทั้งในส่วนของภรรยาที่อาจมีคนโจมตีทางอ้อม
นายกฯให้ไปลองปรึกษากัน ดูข้อกฎหมาย หากจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญการพัฒนาประเทศ
•มีข้อครหาเป็นรัฐมนตรี เพราะเป่านกหวีด?
ไม่กระทบผม ผมมั่นใจ กระบวนการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จบไปแล้ว เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กระบวนการ กปปส.ถือว่าจบ ผมเดินข้ามจุดนั้นมาแล้ว และได้เข้ามาอยู่ในพรรคการเมืองที่ทรงเกียรติ ดังนั้น อะไรที่เดินผ่านมา ผมมีความทรงจำที่ดี มีความรู้สึกดีๆ แต่ไม่ได้เอาตรงนี้มาเป็นข้อกังวลว่าใครจะนำไปพูดในทางไม่ดี เพราะไม่ใช่เรื่องจริง
•รู้สึกโกรธไหม?
ไม่โกรธ ผมเป็นคนใจเย็น สบายๆ ไม่เอาเรื่องพวกนี้มาเป็นข้อวิตก เพราะมีฝ่ายตรงข้ามอยู่จำนวนมาก และในโลกปัจจุบันมีการโจมตีแบบนี้ เยอะมากถ้าผมมัวกังวลเรื่องพวกนี้ คงไม่ต้องทำอะไร ปัญหาทางการศึกษามีเยอะมากเกินกว่าจะห่วง ว่าใครจะมาว่าเรื่องโน้น เรื่องนี้
•นายกฯฝากงานสำคัญ หรือให้สานต่อเรื่องใดบ้าง?
ฝากในเรื่องการสร้างความโปร่งใส แก้ไขปัญหาทุจริตที่มีอยู่ ที่สำคัญให้ระมัดระวัง ในการทำงานตรงนี้ ทุกอย่างจะต้องมีหลักฐานการทำงานที่ชัดเจน ส่วนในเรื่องการพัฒนาเยาวชน นายกฯย้ำว่า ให้พัฒนาตั้งแต่เด็กระดับปฐมวัย อาชีวศึกษา รวมถึงเด็กที่อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเตรียมเข้าสู่มหาวิทยาลัย จะละเลยกลุ่มไหนไม่ได้เลย เพียงแต่ต้องไปวิเคราะห์ให้เหมาะสมว่ากลุ่มไหน ควรจะพัฒนาอย่างไร ต่อมาเป็นเรื่องการพัฒนาครู ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของประเทศ ต้องดูแลต่อยอดให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้ ดูแนวทางที่ดี ทำให้ครูมีจิตใจสบายที่จะมาเป็นครู ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การสร้างวินัยให้กับเด็ก เพื่อเป็นพลเมืองดีของประเทศในอนาคต หลักสูตรต่างๆ ที่จำเป็น หาแนวทางในการนำเสนอให้เหมาะสมกับเยาวชน อาทิ เรื่องประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมาดูว่าจะหาแนวทางในการนำเสนออย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งนายกฯห่วงใยให้คิดให้ดีนำเสนอให้เหมาะสม เป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่นายกฯให้ความห่วงใยและให้ความสำคัญ แม้กระทั่งเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ความเป็นพลเมืองที่ดี นายกฯก็ให้ความใส่ใจ
•วางแนวทางแก้หนี้ครูอย่างไร?
ผมยังไม่เห็นตัวเลขหนี้สินครูที่แท้จริง เห็นเพียงตัวเลขที่สามารถรวบรวมได้ ประมาณ 4 แสนกว่าล้าน ดังนั้น ขอรอดูตัวเลขจริง กับตัวเลขที่มีก่อนว่าตรงกันหรือไม่ หากตัวเลขตรงกันน่าจะมีแนวทางช่วยเหลือ แต่อาจจะไม่ได้ช่วยคนทั้งหมด ขอช่วยเฉพาะคนที่มีวินัยทางการเงินดีก่อน โดยจะหาแหล่งเงินทุนให้กู้ เพื่อช่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เหมือนเป็นแพคเกจทางการเงิน ทำให้ครูมีความสะดวกสบายมากขึ้นในการใช้ชีวิต ส่วนครูที่เป็นหนี้นอกระบบนั้น ทาง ศธ.คงไปทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ แต่รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอยู่พอสมควร ตอนนี้ขอผมดูตัวเลขก่อน ขณะเดียวกันครูเองต้องพร้อมที่จะเข้ารับการแก้ไข โดยจะต้องนำปัญหามาวางทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะสามารถหาแนวทางช่วยเหลือได้ ผมเองมีทีมงานที่จะเข้ามาวิเคราะห์ หาช่องทางที่เหมาะสมในการนำเสนอ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ รอดูการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถาบันการเงินที่ต้องมาเกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นเรื่องใหญ่ ที่น่าสนใจ และต้องได้รับการแก้ไข
•การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ปีนี้จะมีระดับ 11 เกษียณ 3 ราย?
ยอมรับว่ามีการเรียกประวัติผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ารับการแต่งตั้งมาดูแล้ว แต่ยังไม่เห็นทั้งตะกร้าว่า ความเป็นไปได้มีใครบ้าง ระหว่างนี้มีทั้งความคิดเห็นจากเพื่อน ความคิดเห็น ความห่วงใย ข้อเสนอจากหลายภาคส่วน เข้ามาจำนวนมาก รู้สึกช่วงนี้เพื่อนเยอะเหลือเกิน แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจ อยู่ที่การพูดคุย การได้พบปะ ได้ร่วมงานกับบุคลากรระดับสูงของ ศธ.ที่จะมีโอกาสขยับตำแหน่ง จะต้องใช้เวลาพอสมควร รวมถึงต้องมีการเช็กข้อมูลวางแผนกันพอสมควร
•ถูกมองว่าแบ่งงาน รมช.ไม่เป็นธรรม รวบงานสำคัญไว้คนเดียว
การแบ่งงาน มีการพูดคุยกันทั้งคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ทั้งสองท่านไม่มีปัญหา ผมเองอธิบายเหตุผลการแบ่งงานให้ฟังว่า ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ดูแลนโยบายทั้งหมด ขออนุญาตรับทราบปัญหาใหญ่ๆ ก่อนทั้งในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) คงต้องใช้เวลาศึกษางาน คาดว่าประมาณ 6 เดือน หรือถึงสิ้นปีนี้ จากนั้นจะมาประเมินปัญหาการทำงานร่วมกัน และเกลี่ยงานกันอีกที ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ทั้งสองคนก็เข้าใจ และให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจของผม
แม้ผมจะรับดูแลหน่วยงานหลักของ ศธ.แต่เรื่องที่ทั้ง 2 คน ถนัดสามารถเข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ อย่างเช่น วิทยาลัยที่เกี่ยวกับการเกษตรหรือน้ำ ซึ่งคุณหญิงกัลยามีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำ สามารถอาสาเข้ามาดูแลและตนเต็มใจที่จะให้เข้ามาช่วยดูแลได้ วิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้วยความคุ้นเคย ความถนัด นางกนกวรรณสามารถเข้ามาดูแลได้
เรื่องนี้ผมและรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน มีความเข้าใจกัน ส่วนใครจะคิดอะไร อย่างไรนั้นเข้าใจได้ แต่เราสบายใจเพราะได้คุยกันแล้ว และเป็นการคุยกันอย่างละเอียด ใช้เวลาพอสมควร ในการพูดคุยอธิบายตรงนี้ ยืนยันว่าการแบ่งงานนี้ ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กินรวบงานสำคัญไว้พรรคเดียว เพราะการทำงานตอนนี้ไม่มีพรรค ไม่มีใครกินรวบงานหลักๆ ไว้ดูแลคนเดียว แต่เป็นการแบ่งงานโดยคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งเรา 3 จะมาผลักดันเรื่องนี้ในแนวทางเดียวกัน”
•นโยบายหลักๆ เร่งด่วนที่จะผลักดัน
หลักๆ จะเป็นการพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นวาระเร่งด่วน การเตรียมบุคลากรเข้าสู่โลกดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงโลกที่เร็ว การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาจจะต้องมีการเสริมทักษะให้เด็กรู้จักปรับตัวเอง ผลักดันตัวเองเข้าสู่โลกของการแข่งขัน ทั้งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น เป็นต้น โดยต้องพยายามนำทุกอย่างมาผสมผสานกันให้ได้ ผมเชื่อว่าทำได้ ถ้าเราตั้งใจ เพียงแต่ต้องใช้เวลาปรับตัว
•หลักการทำงานที่จะนำมาใช้บริหารกระทรวง?
ถ้าทีมงานเก่ง ผมก็เก่ง ผมใช้หลักการนี้มาตลอด ถ้าทีมงานผมไม่เก่ง ผมไม่มีวันเก่ง ถ้าทีมงานที่ทำงานด้วยงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานมีความสามารถ ก็จะทำให้งานลุล่วงสำเร็จไปได้ด้วยดี ผมเน้นเรื่องการรวมพลังในการทำงาน ไม่มีใครที่สามารถทำงานได้คนเดียว โดยเฉพาะเมื่อเป็นองค์กรใหญ่ และทำงานสำคัญระดับชาติ ที่ต้องเข้มข้น เข้มแข็ง แข็งแรงมากๆ
•นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ฝากงานอะไรบ้าง?
มีเรื่องการส่งเสริมภาษาอังกฤษ อาชีวศึกษา การดูแลครู สิ่งใดที่ทำแล้วดีจะสานต่อ แต่เรื่องใดที่ไม่ตรงกับแนวคิดการทำงาน คงต้องมานั่งวิเคราะห์ ว่าจะทำต่ออย่างไร เชื่อว่า นพ.ธีระเกียรติ คงวางแผนมาอย่างดี เพียงแต่ผมต้องมาทำความเข้าใจว่า นพ.ธีระเกียรติ คิดอะไร รวมถึงต้องมาดูความคุ้มค่าของโครงการต่างๆ ด้วย เพราะทุกอย่างมาจากเงินภาษีประชาชน
•แนวทางการปราบทุจริต?
5 ปีที่ผ่านมา ศธ.มีการแก้ปัญหาทุจริตหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ผมตั้งใจจะมาทำต่อ ขอใช้เวลาในการดูข้อมูล เพราะบางเรื่องอาจมีผลกระทบกับหน่วยงานอื่น ไม่ใช่ว่ากลัวผลกระทบ เพียงแต่ขอดูข้อมูลให้ชัดเจน ให้ถูกต้อง เพื่อจะได้เดินไปอย่างไม่มีปัญหา
•มีใครส่งข้อมูลทุจริตให้บ้างหรือยัง?
ยังไม่มี ผมเข้าใจวิธีการและแนวทางการทุจริตบางเรื่องต้องใช้เวลาดู เพราะยังไม่ทราบในกฎระเบียบ ที่อาจจะเป็นตัวครอบทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ผมจะมีทีมที่เป็นนักกฎหมายลงมาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ
•อยากฝากผลงานอะไรทิ้งไว้?
ตั้งใจเข้ามาแก้ปัญหาให้ครู ถ้าสามารถทำได้ ไม่ว่าจะสำเร็จ 100% หรือ 20% ถือว่าได้ทำ ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในระดับประถม มัธยม หรืออาชีวะ ถ้าได้ผลักดันหลักสูตรให้เด็กมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับโลกที่เปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นผลงานที่ผมจะพอใจ แน่นอนว่า หากผู้ปกครองเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ศธ. มีเสียงตอบรับว่าเด็กมีความสุข ชีวิตครอบครัวดีขึ้น ทางผมก็จะถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ
•ก่อนเข้ามาทำงานคุณแม่ให้พรอะไรบ้าง
ครอบครัวผมสนิทกันพอสมควร ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ต่อสู้มาด้วยกัน เมื่อมารับตำแหน่งนี้ คุณแม่อวยพร ขอให้ทำให้ดีที่สุด เป็นห่วงบ้างตามประสาแม่ กังวลในเรื่องการถูกโจมตีทางการเมือง ว่าเราจะรับไม่ได้ ซึ่งผมบอกว่า เป็นเรื่องเล็กที่สุด สบายที่สุด สำหรับการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม เพราะไม่มีอะไรเป็นเรื่องจริง ไม่ได้กังวลเลย ส่วนคนจะเอาคำพูดที่ไม่จริงมาโจมตีเราก็ทำอะไรไม่ได้ เราต้องมั่นใจในสิ่งที่ทำดี ไม่ได้คิดร้ายกับใคร และไม่ได้คิดร้ายกับประเทศชาติ จะเป็นเกราะกำบังสิ่งไม่ดีให้ออกไป
ผมไม่กังวล ผมเป็น กปปส.จริง มีคดีที่ค้างอยู่ในศาล เป็นคดีการเมือง จะบอกว่าเป็นกบฏหรืออะไรก็แล้วแต่ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนรู้ดีว่าผมเป็นกบฏหรือไม่ ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วันที่ตัดสิน ผมก็น้อมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้หนีไปไหนผมไม่หลบ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ถ้าจะพูดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผมบริหารจัดการหมดแล้ว สบายใจ ถ้าจะพูดเรื่องไม่มีความสามารถในการบริหารกระทรวงเพราะผมไม่มีความรู้ทางการศึกษามั่นใจว่าผมมีความรู้ด้านการศึกษาพอสมควร ไม่ว่าใครจะพูดก็แล้วแต่ ผมอยากถามกลับว่า เขามีความรู้ด้านการศึกษาเท่ากับผมหรือไม่ บริหารงานด้านการศึกษามาพอเพียงขนาดไหน ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ คงไม่มีอะไร ผมเหมือนมีตำหนิ แต่ถ้าใครถามอะไรมา ตอบได้ทุกเรื่อง

