1.คดีศาลอาญาและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี คดีที่นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต. เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ร่วมกันจัดการเลือกตั้งส.ส. แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 โดยไม่มีอำนาจ และออกหนังสือเวียนถึง ผอ.กต.เขต ให้รับผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนสมัครใหม่ อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยในฐานะ กกต.มีประกาศ กกต.ลงวันที่ 5 เมษายน 2549 กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 38 เขตเลือกตั้ง ในวันที่ 23 เมษายน 2549 เนื่องจากปรากฏว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครคนเดียวมาจากพรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ศาลเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นผลมาจากวิกฤตในชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรงทำให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องยุบสภา เนื่องจากมีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่พึ่งแรกของประเทศชาติและประชาชนจึงอยู่ที่การดำเนินการเลือกตั้งที่สะอาด โปร่งใส บริสุทธิ์ และเชื่อถือได้ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจและความสงบสุขของชาติให้กลับคืนมา แต่จำเลยกลับดำเนินการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 104 วรรค 3 ด้วยการจัดคูหาเลือกตั้งให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังกั้นจากเดิมที่เคยหันหลังให้ และการปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ผนังทำให้คนทั่วไปมองเห็นการลงคะแนนโดยเฉพาะการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนที่ถูกจัดให้อยู่มุมขวาด้านล่าง
ข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งระบุว่าแบบบัญชีรายชื่อมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,909,562 คน มีผู้มาใช้สิทธิจำนวน 29,088,209 คน เป็นบัตรดี 18,356,402 ใบ บัตรเสีย 1,680,101 ใบ และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวน 9,051,706 ใบ แสดงให้เห็นว่าหากมีการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน มีผู้ใช้สิทธิมากถึง 9 ล้านกว่าคน แต่กลับเป็นการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับ ที่มาจากการจัดการของจำเลย ทำให้เกิดผลตามมาด้วยการเกิดความแตกแยกในชาติบ้านเมืองหนักหนามากยิ่งขึ้น จนมีผู้ยื่นคำฟ้องต่อศาลต่างๆ และต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เพิกถอนการจัดเลือกตั้งดังกล่าว
นอกจากนั้นจำเลยกลับมีมติและออกประกาศ กกต. ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตใหม่ และให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทย ที่เคยลงสมัครเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้รับหมายเลขประจำตัวเดิมคือหมายเลข 2 ทำให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยอยู่ในฐานะที่ดีกว่าเนื่องจากหาเสียงมาก่อนเป็นเวลานาน จากพฤติการณ์เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยมีคู่แข่งเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งโดยไม่ต้องได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ 20 พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความผิด
จากการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือการที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยทำบัตรเสีย บางคนฉีกทำลายบัตรโดยไม่กลัวเกรงกฎหมาย อีกทั้งมีผู้คัดค้านการจัดสถานที่และคูหาเลือกตั้งจนศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญฯปี 40 และให้เพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว
การที่จำเลยมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาก่อนจนมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ได้เป็น กกต. แต่กลับไม่ได้ใช้ประสบการณ์สร้างความสงบสุขและช่วยระงับวิกฤตที่เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่จนสร้างวิกฤตให้ใหญ่ยิ่งมากขึ้น จึงมีคำพิพากษาดังกล่าว
อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีอำนาจในการฟ้อง
2.ศาลชั้นต้น(ศาลอาญา) ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง10 ปี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กก. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีตกกต. ในคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคการแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยพลัน ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและการวินิจฉัย พ.ศ.2542 มาตรา 37, 48 จำเลยให้การปฏิเสธ
โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯแล้ว มีการรายงานผลว่า เชื่อว่ามีการกระทำผิดของผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย ต่อมาจำเลยได้มีมติให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ กกต. ที่ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ให้มีคุณสมบัติครบเพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ให้ได้คะแนนเสียงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง รวมทั้งให้ดำเนินการกล่าวโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้องและผอ.พรรคเล็ก และแจ้งให้อัยการสูงสุดยุบพรรคเล็ก
ตามรายงานของอนุกรรมการไต่สวนฯ มีพยานเชื่อได้ว่ามีการรับเงินค่าตอบแทนจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย แต่จำเลยกลับสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย เนื่องจากเห็นว่ามีการพาดพิงผู้บริหารพรรคไทยรักไทยหลายคน โดยนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ เคยเป็นผู้พิพากษามีหนังสือแจ้งมาที่จำเลยที่ 1 ว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก แต่จำเลยไม่ได้ตระหนัก อีกทั้งยังออกหนังสือเชิญให้ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เดินทางมาให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดใหม่ กระทั่งเมื่ออนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดใหม่ สรุปสำนวนส่งให้จำเลยแล้ว จึงได้ประชุมและมีมติให้ส่งสำนวนพรรคไทยรักไทยให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ตามความเห็นของนายนาม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดก่อน เป็นที่ชัดเจนว่าพวกจำเลยเชื่อตามสำนวนสอบสวนของนายนาม
ข้อเท็จจริงก็ยังปรากฏแต่แรกว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย ได้รับตำแหน่งสำคัญเป็นถึงรัฐมนตรีเมื่อมีการดำเนินการใดย่อมส่งผลประโยชน์ต่อพรรค แต่จำเลยไม่สั่งการให้ดำเนินการกับพรรคไทยรักไทยก่อนหน้า กลับสั่งให้วินิจฉัยสอบสวนพรรคไทยรักไทยเพิ่มเติม กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 จำเลยได้ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ ที่จะมีผลให้ทางพรรคไทยรักไทยจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่จำเลยสั่งดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่กกต. และพรรคเล็กทันที จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ
เชื่อว่าจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีย่อมส่งผลต่อพรรคไทยรักไทยอย่างรุนแรง จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้พิจารณาส่งสำนวนให้ศาลยุบพรรคไทยรักไทยได้ การประชุมของจำเลยและลงมติให้สอบสวนเพิ่มเติมจนเวลาล่วงเลยถึงการเลือกตั้ง จึงเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต จึงมีคำพิพากษาดังกล่าว
3.ศาลชั้นต้น(ศาลอาญากรุงเทพใต้) ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง คดีที่ ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ อดีตเลขาธิการ กกต. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. กับพวกรวม 4 คน เป็นอดีต กกต. เป็นจำเลยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีพวกจำเลย มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ จากข้อกล่าวหาการจัดซื้อรถบรรทุกดีเซล 75 คัน เมื่อปี 2545
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การที่ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาโจทก์ไม่มีมูลและให้ยุติเรื่อง แต่ พล.ต.อ.วาสนา กับพวก ยังคงมีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ได้ เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 91 (1) บัญญัติบังคับไว้เฉพาะกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิดทางวินัย ป.ป.ช. จะส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามที่ ป.ป.ช. มีมติ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก แต่กรณีโจทก์ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ดังนั้นจำเลยยังคงมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ได้ จึงมีคำพิพากษาดังกล่าว
4.วันที่ 30 สิงหาคม 2552 อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) 4 คน และผู้ตรวจการแผ่นดินและอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน รวมแล้ว 20 คน ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีร่วมกันออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้กับตนเองโดยมิชอบ ในลักษณะเหมาจ่ายรายเดือน คนละ 20,000 บาทต่อศาลอาญา
โดยในส่วนของอดีตกกต. มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร และพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ รวมอยู่ด้วย
คดีดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณา กระทั่งมีสั่งฟ้องดังกล่าว โดยคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

