เสียงประกาศของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเพิ่มระบบประกันสุขภาพและการยกระดับสถานีอนามัยสาธารณสุขประจำตำบล ให้มีแพทย์ พยาบาลประจำ
โดยเฉพาะการยกระดับของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การเพิ่มค่าตอบแทนตั้งแต่ 2,500-10,000 บาท รวมถึงให้ อสม.สามารถแจกจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้โดยอ้างถึงความรวดเร็วในการบริการประชาชน ลดขั้นตอนให้ผู้ป่วยตามที่ห่างไกลไม่ต้องเดินทางไปรอใช้บริการที่โรงพยาบาลหลักในตัวเมืองทั่วประเทศนั้น
นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการสมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ และเลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุขแห่งประเทศไทย มองประเด็นนี้ว่า มีข้อดีและข้อด้อยอยู่ด้วย ส่วนตัวเห็นด้วยกับการยกระดับของ อสม. และการพัฒนาการของสาธารณสุข อนามัยประจำตำบลทั่วประเทศ แต่ขอตั้งข้อสังเกต และท้วงติงว่าควรมีรายละเอียดที่มีความชัดเจนมากกว่านี้ไม่ใช่ว่าตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเดียว โดยการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพและเพิ่มวิชาการความรู้ให้กับบุคลากรให้เกิดความเชี่ยวชาญได้อย่างไร ให้ตรงกับความรับผิดชอบของ อสม.ในด้านต่างๆ เหล่านั้น ที่มีอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 1 ล้าน เพราะขณะนี้ อสม.จำนวน 1 คนดูแลต่อ 15 หลังคาเรือน ตรงนี้เป็นการทำลายระเบียบและเกณฑ์เดิมของ รพ.สต.ที่มีอยู่แล้ว ตรงนี้จะอธิบายอย่างไร
ทั้งนี้ มีข้อท้วงติง 2 ข้อ 1.คือด้านการเพิ่มค่าตอบแทน อสม. เป็น 2,500-10,000 บาทนั้น เป็นการเพิ่มอย่างไร ดูแล้วให้การตอบแทนมากไปไหม จะเป็นการทุ่มงบประมาณไปอีกจำนวนมากและจะคุ้มกับการทำงานของบุคลากร อสม.หรือไม่ อีกด้านหนึ่งอาจกระทบถึงที่มาของการเข้ามาเป็น อสม. และอาจมีการแทรกแซงของการเมืองท้องถิ่นในการหาประโยชน์และเพิ่มพรรคพวกของตนเองเข้ามาโดยไม่คำนึงถึงจิตอาสา ควรมีวิธีการและกระบวนการคัดกรอง อย่างละเอียดถี่ถ้วน และเหมาะสม พิจารณาเป็นรายๆ ไป ไม่ควรใช้วิธีหว่านแหทั้งหมดทั่วประเทศ อีกทางหนึ่ง จะเกิดความขัดแย้งได้หากทุกคนมีการเพิ่มค่าตอบแทนที่ได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน
อีกด้านหนึ่งที่จะให้ อสม.เข้ามามีส่วนในการแจกจ่ายยาให้กับผู้ป่วยเองนั้น ตรงนี้อาจเป็นอันตรายได้ การแจกจ่ายยาปัจจุบันไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยต้องรอยานานแต่อย่างใด ไม่ได้ลดระยะเวลาการรอคอยเลย ตรงนี้ควรมีเภสัชกร และต้องมีผู้เชี่ยวชาญโดยตรง การแจกจ่ายยาเองจะมีความสุ่มเสี่ยง เป็นที่มาของการจัดหายาเอง ต่อไปอสม.อาจจะจัดซื้อจัดหายา ขายยาได้เอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ได้ ตรงนี้อาจเกิดอันตราย ควรมีข้ออธิบายที่ชัดเจน หากเพิ่มหน้าที่ให้แก่ อสม.ด้านนี้จะเกิดผลกระทบมากกว่า และหากเกิดข้อผิดพลาดกับผู้ป่วยขึ้นมาถามว่าใครจะรับผิดชอบได้
สำหรับข้อเสนอแนะนั้น เห็นว่าควรพัฒนา บุคลากรสาธารณสุขเปลี่ยนจาก อสม.ให้กลายเป็นชุดช่วยเหลือด้านสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีการอบรมความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เฉพาะทาง อย่างถูกต้อง เช่น ด้านกายภาพ ด้านการช่วยเหลือเร่งด่วน การปฐมพยาบาล อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ก่อนจะปล่อยตัวให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องโดยผ่านการคัดกรองจากทีมแพทย์และนักวิชาการสาธารณสุขที่มีอยู่แล้ว ให้มีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ในด้านเพิ่มค่าตอบแทนนั้นต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ตามความรู้และความสามารถ และมีข้ออธิบายให้ทุกคนยอมรับได้และปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพจริง เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนครับ
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) พระปกเกล้า จ.จันทบุรี ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท ระบุว่า สนับสนุนให้มีการเพิ่มบทบาทและเพิ่มค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องอัตรากำลัง ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง การที่มี อสม.ซึ่งปัจจุบันประมาณ 1 ล้านคนเศษ จะสามารถเข้ามาเสริมการทำงานด้านสาธารณสุขมูลฐานได้ครอบคลุมมากขึ้น
แนวคิดการเพิ่มบทบาทและภารกิจให้กับ อสม. และจ่ายค่าตอบแทนให้สูงขึ้นกว่าเดิม ไม่ถือว่าผิดเจตนารมณ์เดิมของ อสม. ที่ทำงานในลักษณะของจิตอาสา เพราะค่าตอบแทนที่ได้อยู่ในปัจจุบันแม้จะให้เดือนละครั้ง แต่ไม่ถือว่าเป็นเงินเดือน เพราะคือค่าเสียเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าอาหาร ในความเห็นส่วนตัวมองว่าได้น้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ ถ้าจะมีการปรับเพิ่มให้น่าจะเริ่มที่ 2,500 บาท และควรเพิ่มสวัสดิการบางอย่างให้ด้วย เช่น เรื่องการรักษาพยาบาล ที่แม้จะมีสิทธิในกองทุนใดกองทุนหนึ่งอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องให้เพิ่มเติมในแง่ของห้องพิเศษ หรืออะไรที่มากกว่าปกติก็ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องเพิ่มศักยภาพของ อสม.ให้ทำงานในภารกิจที่มอบหมายให้ได้
วันนี้ อสม. 1 คนดูแลประมาณ 10 ครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกราว 4-5 คน คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจาก อสม.ทั้งเรื่องการแจ้งข่าว ประชาสัมพันธ์เหตุฉุกเฉิน ให้ความรู้พื้นฐานในการดูแลด้านสุขภาพ ซึ่งลำพังมอบให้เจ้าหน้าที่ลงไปทำ ไม่มีทางทั่วถึง แต่ อสม.เหล่านี้ทำได้เพราะรู้จักคนในชุมชน รู้พื้นที่ รู้สภาพปัญหาดี หากมีเหตุเกิดขึ้น เพียงแพทย์เรียกประชุม อสม. เพื่อให้ อสม.นำไปสื่อสารต่อกับชุมชนก็จะรวดเร็วขึ้น ซึ่งในอนาคตหากเพิ่มค่าตอบแทน ก็อาจจะมีการยกระดับให้ อสม.มีหลายเกรดคล้ายๆ กับ ครู ก ครู ข หรือแบ่งเป็น อสม.พื้นฐาน อสม.พี่เลี้ยง อสม.เชี่ยวชาญ เป็นต้น
“การที่ประเทศไทยมี อสม.ช่วยเสริมการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็นจุดเด่นของประเทศ ที่หาไม่ได้ในประเทศอื่นๆ” นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย คงต้องจับตาความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ตามข้อเสนอจากคนที่ทำงานจิตอาสามาเป็นคนที่กินเงินเดือน
ถือเป็นการยกระดับ อสม. หรือมีการเมืองแอบแฝงหรือไม่ …

