“สามารถ” ร้อง “บิ๊กตู่” ทบทวนโครงการสร้างมอเตอร์เวย์ แนะรัฐลงทุนเองทั้งหมด หวั่นต้องจ่ายค่าโง่อีก ทำประเทศเสียหายอย่างใหญ่หลวง
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ค่าโง่” เป็นคำฮิตติดปากในแวดวงคมนาคม เริ่มจากค่าโง่โฮปเวลล์ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท มาจนถึงค่าโง่ทางด่วนซึ่งเกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 โดยมีมูลค่าข้อพิพาท 137,517 ล้านบาท แต่ค่าโง่คงไม่จบแค่นี้ หากรัฐบาลยังเดินหน้าให้สัมปทานแก่เอกชนโดยมีข่าวว่ากรมทางหลวงเตรียมจะเปิดประมูลโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทางประมาณ 109 กิโลเมตร (กม.) โดยให้เอกชนร่วมลงทุนด้วย ซึ่งถือเป็นการให้สัมปทานแก่เอกชน
แผนแม่บทมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศประกอบด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์เป็นระยะทางรวม 4,150 กม. เปิดใช้แล้ว 217.5 กม. กำลังก่อสร้าง 350 กม. ดังนั้น เหลือมอเตอร์เวย์ที่จะต้องก่อสร้างอีกเป็นระยะทาง 3,582.5 กิโลเมตร ทั้งนี้ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ที่ผ่านมาเป็นการลงทุนโดยรัฐทุกสาย ซึ่งบางสายใช้เงินงบประมาณ บางสายใช้เงินกู้ และบางสายใช้เงินสะสมที่เก็บจากค่าผ่านทางมาช่วยด้วย ไม่มีสายใดที่ให้เอกชนลงทุนหรือร่วมลงทุน เป็นผลให้ค่าผ่านทางหรือค่ามอเตอร์เวย์ไม่แพง แต่ปัจจุบัน การลงทุนก่อสร้างมอเตอร์เวย์กำลังจะเปลี่ยนจากรัฐลงทุนเองทั้งหมด เป็นรัฐกับเอกชนร่วมกันลงทุน โดยจะเริ่มจากการลงทุนก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำที่มีวงเงินโครงการ 79,006 ล้านบาท โดยรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเวนคืนที่ดินเป็นเงิน 18,291 ล้านบาท ส่วนเอกชนจะต้องรับผิดชอบค่าก่อสร้างงานโยธา (ถนน สะพาน และที่พักริมทาง) วงเงิน 53,148 ล้านบาท และค่าก่อสร้างงานระบบ (เช่น ระบบเก็บค่าผ่านทาง ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และศูนย์ควบคุมการจราจร) และค่าควบคุมงานเป็นเงิน 7,567 ล้านบาท ส่วนค่าก่อสร้างงานโยธานั้น เอกชนสามารถขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐได้ไม่เกินวงเงิน 53,148 ล้านบาท เอกชนรายใดขอเงินอุดหนุนจากรัฐน้อยที่สุดก็จะมีโอกาสได้รับงาน
นายสามารถกล่าวอีกว่า เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการร่วมลงทุนโครงการโดยเอกชนนั้น เขามุ่งหวังที่จะได้กำไรมากที่สุด และลดความเสี่ยงลงให้ได้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เอกชนจึงต้องการให้รัฐช่วยอุดหนุนค่าก่อสร้างงานโยธามากที่สุด เพื่อลดต้นทุนค่าก่อสร้างของตนเอง ดังนั้น ในการประมูลที่จะมีขึ้น คาดว่าเอกชนผู้เข้าร่วมประมูลจะขอให้รัฐช่วยอุดหนุนค่าก่อสร้างงานโยธาเป็นจำนวนเต็มหรือเกือบเต็มวงเงินงานโยธา 53,148 ล้านบาท หากเป็นเช่นนี้ จะทำให้รัฐกลายเป็นผู้ลงทุนค่าก่อสร้างงานโยธาเสียเอง โดยสรุป การลงทุนก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ วงเงิน 79,006 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดยรัฐ 71,439 ล้านบาท หรือคิดเป็น 90.4 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยค่าเวนคืนที่ดิน 18,291 ล้านบาท และค่าก่อสร้างงานโยธา 53,148 ล้านบาท ในขณะที่เอกชนลงทุน 7,567 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.6 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานระบบ 3,822 ล้านบาท และค่าควบคุมงานรวมทั้งค่าใช่จ่ายอื่นๆ 3,745 ล้านบาท ดังนั้น การให้เอกชนร่วมลงทุน และให้สิทธิเก็บค่าผ่านทางเป็นเวลา 30 ปี ย่อมทำให้อัตราค่าผ่านทางสูงกว่ารัฐลงทุนเองทั้งหมด และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคืออาจเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนในกรณีที่รัฐไม่สามารถขึ้นค่าผ่านทางตามที่ตกลงกันไว้ได้ และ/หรือในกรณีที่รัฐก่อสร้างถนนสายอื่นทำให้เกิดเป็นคู่แข่งขันกับมอเตอร์เวย์ เป็นเหตุให้เอกชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ จนอาจกลายเป็นค่าโง่มอเตอร์เวย์
“ผมจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาทบทวนการลงทุนโครงการนี้เสียใหม่ โดยขอเสนอให้รัฐลงทุนเองทั้งหมด เนื่องจากเงินที่เอกชนจะร่วมลงทุนจำนวน 7,567 ล้านบาทนั้น อยู่ในขีดความสามารถของรัฐที่จะจัดหามาได้ หากไม่มีเงินงบประมาณ ก็ใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือเงินสะสมที่เก็บจากค่าผ่านทาง การลงทุนเองทั้งหมดโดยรัฐ จะทำให้ผู้ใช้มอเตอร์เวย์เสียค่าผ่านทางไม่แพง และค่าขนส่งสินค้าก็จะไม่แพง ทำให้ราคาสินค้าไม่แพงตามไปด้วย ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดี ไม่อยากให้มีค่าโง่มอเตอร์เวย์เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงอีกครั้ง” นายสามารถกล่าว

