ข้อสงสัยของประชาชน ก็คือ เหตุการณ์ระเบิด 5 พื้นที่ 9 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 1 และ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดจากสาเหตุอะไร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เหตุระเบิดดังกล่าว เกิดในจุดต่างๆ ประกอบด้วย ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ หน้าสวนหย่อม
อาคารบี และหน้ากองบัญชาการกองทัพไทย 4 ลูก, หน้าอาคารมหานคร บีทีเอสช่องนนทรี 2 ลูก, ซอยพระรามเก้า 57/1 จำนวน 1 ลูก ต่อมาระบุว่าเป็นการวิวาทของวัยรุ่น หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ลูก และหน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงเมื่อวันที่
2 ส.ค.ว่า การระเบิดมีความเชื่อมโยงกัน 2-3 จุด เป็นระเบิดชนิดเดียวกันพฤติกรรมคล้ายกับกลุ่มที่เคยลอบวางระเบิดใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 แต่เป็นกลุ่มคนหน้าใหม่จึงไม่มีข้อมูลในสารบบ อย่างไรก็ตาม ตำรวจจับกุมคนร้ายที่วางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ โดยทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้ซึ่งภาพวงจรปิดเผยให้เห็นว่าทั้งคู่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนซื้อตั๋วรถโดยสารหนีลงพื้นที่ภาคใต้
การสอบสวนต่อมา มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นว่าคนร้ายอีกกลุ่มจำนวน 4 คน
เดินทางด้วยรถทัวร์จากหาดใหญ่ จ.สงขลา มาเรียกแท็กซี่ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนแยกเป็นชุดละ 2 คน ไปวางระเบิดที่ศูนย์ราชการและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วเดินทางกลับหาดใหญ่ โดยตำรวจยึดชุุดที่เปลี่ยนทิ้งไว้ที่แม็คโครรังสิตได้ และยังมีพยานระบุสำเนียงการพูด ทำให้น้ำหนักของการสอบสวนไปที่ขบวนการในภาคใต้
ปัญหาไฟใต้ที่เรื้อรังมานาน แม้มีความพยายามเปิดเจรจา แต่ขาดความต่อเนื่อง
แต่น่าสังเกตว่าผู้มาปฏิบัติการนอกพื้นที่ครั้งนี้เป็นคนหน้าใหม่ และจัดระบบปฏิบัติการเสมือนผ่านการฝึกฝนอบรม ซึ่งเท่ากับว่าขบวนการในภาคใต้มีคนรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงจากคนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าหนักใจ การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอยิ่งมีความจำเป็น คือการเจรจาทางการเมือง แทนที่จะปล่อยให้เกิดปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กันดังที่กำลังเกิดขึ้น

