สุวิทย์ เมษินทรีย์ ชู‘บีซีจี โมเดล’ จุดแข็งไทยของแท้

หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯแถลงต่อรัฐสภา คือ “บีซีจี โมเดล” (BCG Model) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม

“บีซีจี โมเดล” คือการการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) พร้อมกันๆ

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) อธิบายเพิ่มเติมว่า “บีซีจี โมเดล” เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำองค์ความรู้มาต่อยอดฐานความเข้มแข็งภายในของประเทศไทย คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมกับปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อรักษาความมั่นคงทางวัตถุดิบ สมดุลของสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “บีซีจี โมเดล” ประกอบด้วย 2 แนวคิดหลัก คือ เศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมกันเป็นแนวคิดที่กว้างขึ้น และสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว

Advertisement

เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) คือ รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือก่อให้เกิดนวัตกรรม ทรัพยากรที่นำมาผลิตในระบบเศรษฐกิจชีวภาพต้องสามารถปลูกทดแทนหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (renewable) ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนให้ทรัพยากรในระบบการผลิตทั้งหมดสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรในอนาคต มุ่งเน้นการคงคุณค่าผลิตภัณฑ์ให้นานที่สุด ส่งเสริมการใช้ซ้ำ โดยสร้างของเสียในปริมาณที่ต่ำที่สุด และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ต่างจากระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมที่ใช้ทรัพยากร การผลิต และสร้างของเสีย ในรูปแบบเศรษฐกิจเส้นตรง หรือ Linear Economy

เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำไปสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล
“สุวิทย์” เสริมอีกว่า “บีซีจี” คือ จุดแข็งที่แท้จริงของประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากใน 2 เรื่อง นั่นคือ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ทั้งนี้ “บีซีจี” จะตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ของสหประชาชาติอย่างน้อย 5 เป้าหมาย ได้แก่ การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ความหลากหลาย ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งยังสอดรับกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม

จากตัวเลขเมื่อปี 2559 “บีซีจี” สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือราว 25% ของจีดีพี ซึ่งมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านบาทนี้ เป็นภาคเกษตรราว 13% การท่องเที่ยว 12% พลังงาน 0.7% และการแพทย์ สุขภาพอีกราว 0.3%

“แต่เวลานี้มูลค่าของทุกอย่างเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเทรนด์ของโลกคือเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น การเจริญเติบโต และมูลค่าย่อมต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน คาดว่าในจำนวนแรงงานของประเทศไทยราวๆ 30 ล้านคนนั้น 50% จะเข้าไปอยู่ในบีซีจี โมเดล และในจำนวนนี้ 13 ล้านคน อยู่ที่ภาคเกษตร 2.6 ล้านคน อยู่ที่ภาคการท่องเที่ยว 0.7 ล้านคน อยู่ที่การแพทย์สุขภาพ และภาคพลังงานอีกราว 2 แสนคน” รัฐมนตรี อว.ระบุ

“บีซีจี” จะตอบโจทย์หลักของรัฐบาลได้ดีที่สุด นั่นคือไม่ทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง ทุกภาคส่วนของคนไทยจะเข้ามามีส่วนใน “บีซีจี” ทั้งสิ้น ล่าสุดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณามูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งนายกฯสั่งการให้เร่งรัดดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“มีการตั้งคำถามว่าเมื่อจะเอาบีซีจี โมเดล แล้วไทยแลนด์ 4.0 จะยังไง ผมตอบเลยว่า 4.0 คือความก้าวหน้า ล้ำยุค และทันสมัย แต่ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่บีซีจี โมเดล เราจะไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และจะสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกคน เมื่อเข้มแข็งแล้ว โอกาสที่เราจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 แบบภาพรวมทั้งประเทศก็จะมีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บีซีจี โมเดล คือ สิ่งที่จะทำให้เรากลายเป็นไทยแลนด์ 4.0 ของแท้นั่นเอง” สุวิทย์สรุป

ทั้งนี้ สมุดปกขาวการขับเคลื่อน “บีซีจี โมเดล” ระบุถึงกลยุทธ์การพัฒนา “เศรษฐกิจชีวภาพ” ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรและอาหาร, พลังงานและเคมีชีวภาพ, การแพทย์และสุขภาพ และการท่องเที่ยว
แต่ละอุตสาหกรรมจะมีส่วนที่เป็น “ยอดพีระมิด” หมายถึงผู้ประกอบการที่มีความพร้อมสูง มีกำลังลงทุนในเทคโนโลยี พร้อมรับความเสี่ยง แม้มีจำนวนน้อยแต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง และจะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ส่วน “ฐานพีระมิด” หมายถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร หรือภาคชุมชน ที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูง แต่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หรือชุมชน โดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) จะเข้าไปมีส่วนยกระดับผลิตภาพและมาตรฐาน


⦁เกษตรและอาหาร

“ยอดพีระมิด”…ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอาหารแปรรูปและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise : IDE) ผลิตอาหารฟังก์ชันมูลค่าสูง ด้วยการสนับสนุนปรับปรุงสายพันธุ์หรือวิธีเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ให้มีสารอาหารสูง พัฒนาศักยภาพการผลิตสารสกัด องค์ความรู้ด้านโภชนพันธุศาสตร์ (nutrigenomics) ตลอดจนจัดให้มีแพลตฟอร์มสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรมสำหรับ

เอสเอ็มอี ในอุตสาหกรรมอาหาร

“ฐานพีระมิด”… ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดพื้นที่ปลูก ลดปัจจัยการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ส่งเสริมการทดลองประสิทธิภาพเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มในแปลงสาธิต เพื่อหารูปแบบการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

⦁พลังงานและเคมีชีวภาพ

“ยอดพีระมิด”… มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery Hub) ของเอเชีย สนับสนุนการฝึกอบรมช่างเทคนิคและวิศวกรด้านศูนย์กลางโรงกลั่นชีวภาพ สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพขนาดใหญ่เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยคอมปาวด์พลาสติกชีวภาพและผู้ประกอบการขึ้นรูปพลาสติกให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพชนิดใหม่ๆ สำหรับตลาดเฉพาะ
“ฐานพีระมิด”… เพิ่มผลิตภาพเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้ง และสามารถยกระดับไปสู่การผลิตเคมีชีวภาพที่ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

⦁การแพทย์และสุขภาพ

“ยอดพีระมิด”…สนับสนุนให้เกิดการผลิตยาชีววัตถุในระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาชีววัตถุชนิดใหม่ในโรคสำคัญของไทย พร้อมทั้งสร้างศักยภาพด้านการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันเฉพาะบุคคล เพื่อรองรับแนวโน้มทางการแพทย์ที่จะมุ่งสู่การทำนายอาการจากข้อมูลพันธุกรรมและการแพทย์แบบแม่นยำ
“ฐานพีระมิด”…สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรสำคัญของไทยตามแผนแม่บทการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ อย่างครบวงจรตั้งแต่การเพาะปลูก มาตรฐานของสมุนไพร การวิจัยระดับคลินิกและข้อมูลวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในระดับอุตสาหกรรม

⦁การท่องเที่ยว

“ยอดพีระมิด”… ยกระดับธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (wellness) เช่น ธุรกิจสปาและผลิตภัณฑ์สปา ให้มีการนำองค์ความรู้ เช่น วิทยาศาสตร์กายภาพและการแพทย์เข้ามาต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมุนไพรไทยด้วยผลงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณสมุนไพรได้รับการยอมรับระดับโลก

“ฐานพีระมิด”…ดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองด้วยการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอัจฉริยะ ที่มีใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นำอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความรู้เชิงนิเวศขึ้นมานำเสนออย่างน่าสนใจและให้ความรู้ และมีข้อมูลอำนวยความสะดวกทั้งการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย

สำหรับ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” จะเน้นเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าใน 3 เรื่องหลัก คือ การใช้งานผลิตภัณฑ์เต็มวงจร (Reuse, Refurbish, Sharing) การแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Recycle, Upcycle) และการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (Zero-Waste)

แนวคิดทั้ง 3 เรื่องนี้ สามารถนำไปปรับใช้ได้กับพีระมิดเศรษฐกิจทั้ง 4 ด้าน เช่น การใช้เทคโนโลยีการจัดการขยะที่เหมาะสมกับลักษณะของขยะชุมชน หาแนวทางการใช้ประโยชน์จากขยะครบวงจร และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมขยะเป็นศูนย์
นอกจากนี้ มีการสร้างแพลตฟอร์ม

บ่มเพาะธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมสีเขียว ตลอดจนใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาประเมินวิเคราะห์ระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงระบบการผลิตไปสู่การผลิตหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อบูรณาการการพัฒนา “เศรษฐกิจชีวภาพ” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็น “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่สมบูรณ์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไว้ได้ในระยะยาว ตลอดจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ยั่งยืน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image