หน้าแรก การเมือง วงเสวนามธ.แนะ...

วงเสวนามธ.แนะ อย่าลืมจับตา ‘ฝ่ายค้าน’ ชวนเกาะติดนโยบายรัฐ ไม่ต้องรอเกิดเรื่องแล้วค่อยแฉ

7.08.19 | 17:08 น.

เมื่อวันที่ ที่ 7 สิงหาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนา ‘Policy Watch’ จับตาขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ในการติดตามดูนโยบายไม่ใช่ว่าใครเป็นรัฐบาลแล้วดูคนนั้น แต่เมื่อเราเลือกใครก็ต้องดูคนนั้น แปลว่าฝ่ายค้านก็ต้องถูกจับตาด้วย ทุกพรรคการเมืองต้องถูกจับตาในเชิงนโยบาย แม้ไม่ได้เข้าไปบริหารประเทศ ถามว่าในระหว่าง 4 ปี มีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในสิ่งที่นำเสนอในช่วงเลือกตั้งต่อหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ และถ้าไม่ได้ เราต้องไปทวงด้วย ไม่ใช่บอกว่ายังไม่ได้เป็นรัฐบาล รอครั้งหน้าค่อยขับเคลื่อน

พอเรานิยามการติดตามนโยบายในความหมายกว้าง คือไม่ใช่แค่ทวงสิ่งที่เขาสัญญา แต่รวมถึงในเชิงอุดมการณ์ด้วย อย่างฝ่ายค้าน ต้องมีบทบาทในการเข้าไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ในเชิงแนวคิดอุดมการณ์ก็ต้องมั่นคง สม่ำเสมอ คุณเป็นฝ่ายค้านเพราะก็เพราะเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล เวลารัฐบาลทำอะไรไม่ตรงกับความเห็นตอนที่คุณหาเสียง ระหว่างทางคุณได้คัดค้านด้วยหรือไม่ หรือคล้อยตาม เพิกเฉย รอเวลาและโอกาสอย่างเดียว

“ในโลกปัจจุบันการติดตามนโยบายถูกเข้าใจในความหมายที่ต้องกว้างขึ้น การติดตามนโยบายจึงไม่ใช่แค่การติดตามการทำงานของรัฐบาล ว่าทำหรือไม่ทำอะไรเท่านั้น เพราะเป็นแค่การติดตามในแบบตั้งรับ เช่น เสนอว่าจะทำอย่างนี้ เราดูแค่ว่าเขาทำหรือไม่ เสร็จเมื่อไหร่ ช้าหรือเร็ว ใช้เงินมากหรือน้อย ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร ซึ่งการติดตามอย่างนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำ แต่หากจะทำอย่างก้าวหน้าเพื่อให้ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบ 3-4 วินาที ทุกวันนี้จึงมีแพลตฟอร์มเกิดขึ้น เช่น เวปไซต์ change.org นี่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนรู้สึกมีส่วนร่วมมาก เช่น การลงชื่อถอดถอนกกต. ผ่านเวปไซต์ดังกล่าว ถอดถอน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ แต่จริงๆเป้าหมายปลายทางและแนวคิดที่เกิดขึ้นมา หากไปดูกลไกการทำงานของเวปไซต์นี้ คือการอยากกระตุ้นให้คนมาทำแคมเปญ แล้วให้คนมาลงชื่อสนับสนุน เป็นพื้นที่ เปิดประเด็นสาธารณะหาแนวร่วม สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือเอาคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นๆ ถ้าเป็นไปได้อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาสร้างโปร์ไฟล์ในเวปไซตด้วย เวลามีแคมเปญที่เกี่ยวกับท่านเยอะ ๆ ข้อมูลตรงนี้จะถูกสื่อสารไปถึงผ่านโปรไฟล์ของท่าน แล้วเขาจะนั่งรอการตอบสนอง นี่คือกากรจับตานโยบายในแบบเชิงรุก” ดร.สติธร กล่าว

Advertisement
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

ด้าน เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาแถลง นั้น เป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมให้ความสนใจ ส่วนตัวจึงพยายามค้นหาคำที่น่าสนใจ เช่น คำว่าความเท่าเทียม พบ 1 คำในนโยบายรัฐบาล คำว่าความเป็นธรรม พบ 9 คำ คำว่า ความเสมอภาค พบ 9 คำ ประชาธิปไตยพบ 10 คำ เผด็จการ ไม่มี คำว่ากฎหมาย 84 คำ ราษฎร 2 คำ ประชาชน 162 คำ ประชาสังคม 3 คำ ความมั่นคง 55 คำ ความสงบ25 คำ ความยั่งยืน 46 คำ ความพอเพียง มีแค่ 4 คำเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก การมีส่วนร่วม 15 คำ ชุมชน 51 คำ อนาคต 22 คำ คำที่กล่าวไปเมื่อสักครู่อาจสะท้อนได้ว่าความตั้งใจหรือสิ่งที่นโยบายรัฐบาลอยากทำพัวพันกับคำเหล่านี้ว่าอะไรมีมากหรือมีน้อย ในการนำเสนอกกฎหมายจากภาคประชาสังคมเองก็ค่อนข้างจริงจังกับการใช้คำ อยากให้มีคำที่ตัวเองนำเสนอ เช่น ในนโยบายนั้นต้องมีคำว่าชาติพันธุ์ ใช้คำว่าชนเผ่าไม่ได้ เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งคือ ส่วนตัวมั่นใจอย่างมากว่าจากนี้ไปคนจะดูประชุมอบจ.มากขึ้น

“คนอยากดูว่าอบจ. และอบต.ประชุมอะไร มีวาระอะไรบ้างที่สนใจและติดตามได้แบบรัฐสภา เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นมีความใกล้ชิดในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เนื่องจากท้องถิ่นเป็นเจ้าของโรงเรียน ขนส่ง โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็กและอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบกับท้องถิ่นมากที่สุด แม้ตอนนี้ยังไม่อยากรับเรื่องเงินอุดหนุนเด็กไปทำเอง เราจะเห็นคนติดตามการเมืองท้องถิ่นและนโยบายที่เกี่ยวกับท้องถิ่นว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน ไม่แน่ใจว่าการเมืองภาคใหญ่จะส่งผลกับการเมืองท้องถิ่นในด้านการคิดนโยบาย หรือในแต่ละอบจ.และอบต.จะติดนโยบายเป็นของตัวเอง แต่เชื่อมั่นมากว่าคนอยากรู้ว่าประชุมอะไร

เราควรต้องเปลี่ยนความคิดประชาชนว่าคุณไม่ต้องรอให้เรื่องเกิดแล้วมาแฉ แต่ต้องติดตามนโยบายในท้องถิ่น ท้องถิ่นเป็นเรื่องน่าติดตามว่าจะมีการผลักดันนโยบายเรื่องไหนแล้วประชาชนน่าจะรู้สึกได้ถึงการต้องมีส่วนร่วมมากๆ ในการนำเสนอความคิดทิศทางที่อยากให้เป็นในพื้นที่” เคทกล่าว

เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า

ส่วนตัวอยากให้นึกง่ายๆว่า ต้องเห็น ส.ส.เป็นลูกจ้างของเรา ค่าใช้จ่ายสำหรับ ส.ส. เท่ากับการซื้อรถเก๋งเดือนละ 1 คัน คือ เดือนละประมาณ 5 แสนบาท ต่อคน เหมือนเราซื้อรถ 500 คันทุกเดือน เราใช้ส.ส.อย่างเต็มที่หรือไม่ และต้องพยายามมองการจับตานโยบายว่าไม่ใช่เรื่องของเสื้อสี ไม่ใช่การจับตาเพื่อการจับผิด แต่ต้องดูว่านโยบายนั้นๆ ใครได้ ใครไม่ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนหวังดีกับประเทศ อยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

เราต้องแยกว่า นโยบายรัฐบาลก็คือนโยบายรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส. คือตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก็มีความต้องการ มีเรื่องนโยบายต่างๆ เขาอาจจะไปผลักดันความต้องการในพื้นที่ก็ได้ อย่างตอนนี้มังคุดภาคใต้ล้นตลาด ถามว่า ส.ส.ภาคใต้ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้นอกจากการบอกว่าเอาไปขายในปั๊มน้ำมัน ส.ส.ภาคใต้อาจต้องมาตั้งกระทู้เรื่องความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ ต้องมาผลักดันนโยบาย แม้กระทั่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน

“เมื่อก่อนเราจะเห็นว่าเมื่อ ส.ส.คนหนึ่ง หรือพรรคหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะขยันเข้าสภา แต่พอพรรคตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่เข้าเลย โดยบอกว่าโหวตไปก็แพ้ฝ่ายรัฐบาล ทำอย่างนี้ไม่ถูก กลายเป็นว่าพอเป็นรัฐบาลค่อยทำงาน ไม่เป็นไม่ทำ จะคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนก็ไปอยู่ในกรรมาธิการได้ นำเสนอกระทู้ได้ ตั้งกระทู้ถามสดในสภาได้ ประชาชนต้องไม่หลงลืมโดยคิดไปว่าพอเป็นฝ่ายค้านก็ปล่อยไปตามมีตามเกิดซึ่งจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้” ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว พร้อมปิดท้ายว่า

Policy watch หรือการจับตานโยบาย คือการหัดตั้งคำถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น แล้วความคืบหน้าในการตอบสนองระหว่างประชาชนกับนักการเมืองจะเกิดขึ้นเองหากเราหัดตั้งคำถาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบเสวนายังมีเวิร์กชอปการจัดทำแอปพลิเคชั่นติดตามผลการเลือกตั้งโดยประชาชนอีกด้วย

ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์