น.2รายงาน : นักวิชาการปลุกนวัตกรรม ปชต. จับตา-ทวงถามนโยบาย รบ.

8.08.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานเสวนา “Policy Watch” หรือการจับตาขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยสถาบันพระปกเกล้า

ถ้าดูการจับตานโยบายในแบบคลาสสิก อย่างที่เข้าใจกันคือ คุณหาเสียงไว้อย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น โลกก่อนยุคปี 2540 เรามีปัญหาแบบนั้นเยอะ เพราะยุคนั้นเชื่อว่าเป็นการเลือกตัวบุคคล เวลาติดตามจึงไม่ใช่การตามนโยบาย แต่ติดตามว่าบุคคลที่ใจถึง
พึ่งได้อย่างที่เคยบอกไว้

ปัญหาในตอนนี้คือถ้าจะเอาอย่างนั้น พรรคที่มีนโยบายซึ่งตัวเองไม่ได้เลือก เช่น มารดาประชารัฐ หากเราไม่อยากได้นโยบายนี้จะไปทวงทำไม ไม่ทำก็ดีอยู่แล้ว หรือเรื่องค่าแรง 400-500 บาท แม้แต่สหภาพแรงงานก็ไม่เห็นอยากทวง เพราะเรียกร้องแค่ 300 กว่าบาทก็เพียงพอแล้ว มีความสมเหตุสมผลแล้ว ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น แล้วจะไปทวงทำไม เพราะไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น

Advertisement

คำถามต่อไปคือ สำหรับคนที่เลือกพรรคดังกล่าว หน้าที่คือต้องไปทวงหรือไม่ จริงๆ ก็ควรทวง สมมุติว่าคนเลือกพรรคภูมิใจไทยเพราะกัญชาเสรี ก็ต้องไปทวงเรื่องกัญชาเสรี

อย่างไรก็ตาม ตลาดเลือกตั้ง 62 สินค้าที่เราเลือกคือนโยบายแบบเดิมอย่างที่เราเข้าใจกันหรือไม่ ประเด็นคือรอบนี้ หากย้อนกลับไปดูสนามเลือกตั้ง เราไม่ค่อยเห็นนโยบายที่โดดเด่นมากนัก ถ้าเทียบกับยุคปี 40 ที่มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ยุคต่อมามีจำนำข้าวกับประกันราคาข้าว

แต่ครั้งนี้ไม่เห็นความโดดเด่นหรือการเกทับกันระหว่างพรรคต่างๆ เรื่องใหญ่ๆ กลายเป็นการอยากได้ความสงบ จบที่ลุงตู่ ปะทะ กับการต่อต้านรัฐประหาร ถ้าถามว่านี่คือนโยบายหรือไม่ ก็ใช่

แต่เป็นนโยบายแบบชุดความคิด ไม่ได้เป็นนโยบายแบบแนวทางการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในโลกปัจจุบันก็สู้กันแบบนี้ กล่าวคือเป็นนโยบายที่ต้องมีอุดมการณ์รองรับในการนำเสนออะไรออกมา

โดยอาจไม่ต้องบอกรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรเพราะไปคุยกันภายหลังได้ แต่พิจารณาหลักการก่อนว่าแนวทางแบบนี้ หากจะนำมาผลักดันเป็นแนวทางนโยบายของประเทศจะรับไหม

ทั้งนี้ เวลาพูดถึงการติดตามดูนโยบายไม่ใช่ว่าใครเป็นรัฐบาลแล้วดูคนนั้น แต่เมื่อเราเลือกใครก็ต้องดูคนนั้น แปลว่าฝ่ายค้านก็ต้องถูกจับตาด้วย ทุกพรรคการเมืองต้องถูกจับตาในเชิงนโยบาย แม้ไม่ได้เข้าไปบริหารประเทศ

ถามว่าในระหว่าง 4 ปี มีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในสิ่งที่นำเสนอในช่วงเลือกตั้งต่อหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ และถ้าไม่ได้ เราต้องไปทวงด้วย ไม่ใช่บอกว่ายังไม่ได้เป็นรัฐบาล รอครั้งหน้าค่อยขับเคลื่อน

พอเรานิยามการติดตามนโยบายในความหมายกว้างคือ ไม่ใช่แค่ทวงสิ่งที่เขาสัญญา แต่รวมถึงในเชิงอุดมการณ์ด้วย อย่างฝ่ายค้าน ต้องมีบทบาทในการเข้าไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ในเชิงแนวคิดอุดมการณ์ก็ต้องมั่นคง สม่ำเสมอ คุณเป็นฝ่ายค้านก็เพราะเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล เวลารัฐบาลทำอะไรไม่ตรงกับความเห็นตอนที่คุณหาเสียง ระหว่างทางคุณได้คัดค้านด้วยหรือไม่ หรือคล้อยตาม เพิกเฉย รอเวลาและโอกาสอย่างเดียว

ในโลกปัจจุบันการติดตามนโยบายถูกเข้าใจในความหมายที่ต้องกว้างขึ้น การติดตามนโยบายจึงไม่ใช่แค่การติดตามการทำงานของรัฐบาลว่าทำหรือไม่ทำอะไรเท่านั้น เพราะเป็นแค่การติดตามในแบบตั้งรับ เช่น เสนอว่าจะทำอย่างนี้ เราดูแค่ว่าเขาทำหรือไม่ เสร็จเมื่อไหร่ ช้าหรือเร็ว ใช้เงินมากหรือน้อย ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร ซึ่งการติดตามอย่างนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำ

แต่หากจะทำอย่างก้าวหน้าเพื่อให้ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบ 3-4 วินาที ทุกวันนี้ จึงมีแพลตฟอร์มเกิดขึ้น เช่น เว็บไซต์ change.org นี่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนรู้สึกมีส่วนร่วมมาก เช่น การลงชื่อถอดถอน กกต. ผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ถอดถอนนางสาวปารีณา ไกรคุปต์

แต่จริงๆ เป้าหมายปลายทางและแนวคิดที่เกิดขึ้นมา หากไปดูกลไกการทำงานของเว็บไซต์นี้คือการกระตุ้นให้คนมาทำแคมเปญ แล้วให้คนมาลงชื่อสนับสนุน เป็นพื้นที่เปิดประเด็นสาธารณะหาแนวร่วม

ถ้าเป็นไปได้อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสร้างโปรไฟล์ในเว็บไซต์ด้วย เวลามีแคมเปญที่เกี่ยวกับท่านเยอะๆ ข้อมูลตรงนี้จะถูกสื่อสารไปถึงผ่านโปรไฟล์ของท่าน แล้วเขาจะนั่งรอการตอบสนอง นี่คือการจับตานโยบายในแบบเชิงรุก

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำ ถ้ายึดตามอำนาจหน้าที่และสิ่งที่สัญญาไว้ที่สภา สิ่งที่บอกว่าเร่งด่วนก็ต้องทำก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจำเป็นสำหรับพวกเราหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือถ้าเราพูดให้ไปไกลกว่านั้น สิ่งที่เร่งด่วนตอบโจทย์ปัญหาจริงหรือไม่ ต้องไปถกเถียงกันอีกครั้ง ถามว่าแล้วจะทำได้ไหมภายใต้พรรคร่วมรัฐบาลที่มีจำนวนมาก มองว่าหากเอาตามโจทย์ง่ายๆ คือ รัฐบาลแถลงไว้แล้วจะทำอะไรต่อ เชื่อว่าทำได้ เพราะจะเห็นว่าในคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีส่วนผสมของความเป็นพรรคร่วมอยู่ในระดับหนึ่ง

หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือข้อ 12 เรื่องรัฐธรรมนูญ คือ ยอมประชาธิปัตย์ได้แค่นั้นก็เขียนเท่านั้น กล่าวคือ ยอมสนับสนุนว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ คือแก้วิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้สนับสนุนให้แก้อะไรในมาตราอื่น แต่ให้แก้ในหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น

หรือเรื่องกัญชาก็พูดกันเยอะ ตอนที่ภูมิใจไทยนำเสนอนโยบาย ตอนนี้คนก็เริ่มมาทวงแล้ว ว่าเมื่อไหร่จะได้ปลูก เพราะตอนนำเสนอนโยบาย ไม่ได้พูดว่าเป็นนโยบายกัญชาเพื่อรักษาโรค แต่พูดเรื่องกัญชาเสรี และกินนัยยะไปมากกว่านั้น คือมีรูปธรรมเรื่องให้ปลูกได้บ้านละไม่เกิน 6 ต้น เป็นการมองว่ากัญชาคือพืชเศรษฐกิจ

แต่เมื่อแปรเปลี่ยนสู่รัฐบาลผสมแล้วได้ถูกสลายความขัดแย้ง ความไม่ตรงกันของวิธีคิด เหลือแต่ตัวนโยบายที่เขียนแค่ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อนำกัญชาไปใช้ในการแพทย์และการพาณิชย์

กล่าวโดยสรุปคือ ตามหน้าที่รัฐบาลต้องทำนโยบายเร่งด่วน 12 ประการก่อน แล้วจะทำได้ไหมภายใต้พรรคร่วม ก็ในเมื่อเขาตกลงกันได้แล้ว ก็คงทำได้ ยกเว้นว่าสิ่งที่เขียนไว้ซึ่งเขียนอย่างกว้างๆ และคลุมๆ ยังทะเลาะกันอีก จึงจะทำไม่ได้

ส่วนตัวพยายามขายแนวคิดอยู่ตอนนี้คือ นวัตกรรม ซึ่งพยายามทำให้ชัดเจนว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี แต่ในทางการเมือง โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เป็นประชาธิปไตย มีอะไรหลายอย่างที่จะมาเสริม เราให้ความสำคัญกับการติดตามนโยบาย การจะทำให้คนที่ไม่สนใจมาสนใจมากขึ้น คนที่สนใจอยู่แล้วก็จะได้มีข้อมูลที่เพียงพอ

เคท ครั้งพิบูลย์
อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

นโยบายรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์แถลงเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมให้ความสนใจ ส่วนตัวจึงค้นหาคำที่น่าสนใจ เช่น คำว่าความเท่าเทียม พบ 1 คำในนโยบายรัฐบาล คำว่าความเป็นธรรม พบ 9 คำ คำว่า ความเสมอภาค พบ 9 คำ ประชาธิปไตยพบ 10 คำ เผด็จการ ไม่มี คำว่ากฎหมาย 84 คำ ราษฎร 2 คำ ประชาชน 162 คำ ประชาสังคม 3 คำ ความมั่นคง 55 คำ ความสงบ 25 คำ ความยั่งยืน 46 คำ ความพอเพียง มีแค่ 4 คำเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก

การมีส่วนร่วม 15 คำ ชุมชน 51 คำ อนาคต 22 คำ คำที่กล่าวไปเมื่อสักครู่อาจสะท้อนได้ว่าความตั้งใจหรือสิ่งที่นโยบายรัฐบาลอยากทำพัวพันกับคำเหล่านี้ว่าอะไรมีมากหรือมีน้อย ในการนำเสนอกกฎหมายจากภาคประชาสังคมเองก็ค่อนข้างจริงจังกับการใช้คำ อยากให้มีคำที่ตัวเองนำเสนอ เช่น ในนโยบายนั้นต้องมีคำว่าชาติพันธุ์ ใช้คำว่าชนเผ่าไม่ได้ เป็นต้น

การนำเสนอกฎหมายจากภาคประชาชนยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ แม้แต่มีทีมที่ดีที่สุด มีนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ หรือคนมีความรู้ระดับสากลมาช่วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพอไปถึงขั้นตอนการเสนอเข้าสู่กระทรวงก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเยอะ

อีกประเด็นหนึ่งคือ ส่วนตัวมั่นใจอย่างมากว่าจากนี้ไปคนจะดูประชุม อบจ.มากขึ้น คนอยากดูว่า อบจ. และ อบต.ประชุมอะไร มีวาระอะไรบ้างที่สนใจและติดตามได้แบบรัฐสภา เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นมีความใกล้ชิดในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เนื่องจากท้องถิ่นเป็นเจ้าของโรงเรียน ขนส่ง โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็กและอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบกับท้องถิ่นมากที่สุด แม้ตอนนี้ยังไม่อยากรับเรื่องเงินอุดหนุนเด็กไปทำเอง เราจะเห็นคนติดตามการเมืองท้องถิ่นและนโยบายที่เกี่ยวกับท้องถิ่นว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน ไม่แน่ใจว่าการเมืองภาคใหญ่จะส่งผลกับการเมืองท้องถิ่นในด้านการคิดนโยบาย หรือในแต่ละ อบจ.และ อบต.จะคิดนโยบายเป็นของตัวเอง แต่เชื่อมั่นมากว่าคนอยากรู้ว่าประชุมอะไร

เราควรต้องเปลี่ยนความคิดประชาชนว่าคุณไม่ต้องรอให้เรื่องเกิดแล้วมาแฉ แต่ต้องติดตามนโยบายในท้องถิ่น ท้องถิ่นเป็นเรื่องน่าติดตามว่าจะมีการผลักดันนโยบายเรื่องไหนแล้วประชาชนน่าจะรู้สึกได้ถึงการต้องมีส่วนร่วมมากๆ ในการนำเสนอความคิดทิศทางที่อยากให้เป็นในพื้นที่

ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เรามีความรู้พื้นฐานทางการเมืองน้อย แต่มีความรู้ทางดราม่าเยอะ ตอนนี้เว็บไซต์รัฐสภาปรับปรุงขึ้นมาเยอะมาก มีข้อมูลค่อนข้างเยอะ มีข้อมูลการประชุม บันทึกรายงานการประชุมที่เข้าไปดูได้

แต่ส่วนใหญ่เวลาจับตานโยบาย พอไม่เกี่ยวกับตัวเองก็ไม่สนใจ ต้องรอให้เกิดดราม่าแล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็น ถามว่าเกี่ยวกับตัวเองไหม ก็ไม่เกี่ยว แต่มาแสดงความเห็นได้หลังเกิดดราม่า

ส่วนตัวอยากให้นึกง่ายๆ ว่า ต้องเห็น ส.ส.เป็นลูกจ้างของเรา ค่าใช้จ่ายสำหรับ ส.ส.เท่ากับการซื้อรถเก๋งเดือนละ 1 คัน คือเดือนละประมาณ 5 แสนบาทต่อคน เหมือนเราซื้อรถ 500 คันทุกเดือน เราใช้ ส.ส.อย่างเต็มที่หรือไม่

และต้องพยายามมองการจับตานโยบายว่าไม่ใช่เรื่องของเสื้อสี ไม่ใช่การจับตาเพื่อการจับผิด แต่ต้องดูว่านโยบายนั้นๆ ใครได้ ใครไม่ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนหวังดีกับประเทศ อยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

เราต้องแยกว่า นโยบายรัฐบาลก็คือนโยบายรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส.คือตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก็มีความต้องการ มีเรื่องนโยบายต่างๆ เขาอาจจะไปผลักดันความต้องการในพื้นที่ก็ได้ อย่างตอนนี้มังคุดภาคใต้ล้นตลาด ถามว่า ส.ส.ภาคใต้ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้นอกจากการบอกว่าเอาไปขายในปั๊มน้ำมัน ส.ส.ภาคใต้อาจต้องมาตั้งกระทู้เรื่องความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ ต้องมาผลักดันนโยบาย แม้กระทั่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน

เมื่อก่อนเราจะเห็นว่าเมื่อ ส.ส.คนหนึ่ง หรือพรรคหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะขยันเข้าสภา แต่พอพรรคตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่เข้าเลย โดยบอกว่าโหวตไปก็แพ้ฝ่ายรัฐบาล ทำอย่างนี้ไม่ถูก กลายเป็นว่าพอเป็นรัฐบาลค่อยทำงาน ไม่เป็นไม่ทำ
จะคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนก็ไปอยู่ในกรรมาธิการได้ นำเสนอกระทู้ได้ ตั้งกระทู้ถามสดในสภาได้ ประชาชนต้องไม่หลงลืมโดยคิดไปว่าพอเป็นฝ่ายค้านก็ปล่อยไปตามมีตามเกิด ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้

ทั้งนี้ การถอดถอนคนใน อบต.เกิดมากกว่าในระดับชาติ การถ่ายรูปอาหารกลางวัน อย่างไข่พะโล้ที่บูดก็เป็นการจับตานโยบายอย่างหนึ่งว่าเมื่อเงินอุดหนุนถูกจ่ายออกไปแล้วนักการเมืองท้องถิ่นรวบรวมจากโรงเรียนต่างๆ แล้วเอาเงินไปจ่ายให้เอกชนรายเดียวหรือไม่ คือไม่ต้องคิดใหญ่ แค่คิดถึงในระดับท้องถิ่นที่มีผลกับชีวิตของเราใกล้ตัวเราก็จะค่อยๆ ขยายขึ้นไป

จริงๆ แล้วสามารถเริ่มต้นจากการอวดกันว่าอาหารกลางวันโรงเรียนไหนอร่อยกว่ากันคือการจับตาอย่างหนึ่ง เป็นการมีส่วนร่วมในเชิงบวกซึ่งส่วนตัวอยากให้เป็น ห้องน้ำ อบต.ไหนสะอาดกว่ากัน วัดไหนจัดงานวัดดีกว่ากัน อย่าไปจับผิดอย่างเดียว

Policy watch หรือการจับตานโยบาย คือการหัดตั้งคำถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น แล้วความคืบหน้าในการตอบสนองระหว่างประชาชนกับนักการเมืองจะเกิดขึ้นเองหากเราหัดตั้งคำถาม