‘พิธา’ เผยความเหลื่อมล้ำ ทำให้เข้ามาเล่นการเมือง ชี้ถ้ารัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นได้ ป่านนี้ไทยคงไร้ทุจริต

12.08.19 | 17:22 น.

“พิธา” บรรยาย “ราคาของความเหลื่อมล้ำ” เย้ย ถ้ารัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นได้ ป่านนี้ไทยคงไร้ทุจริต ชี้ กำจัดวงจรอุบาทว์ ต้องทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ปลุกปชช.เปลี่ยนเป็นพลเมือง


เมื่อวันที่ 13.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 8 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่(อนค.) บรรยายสาธารณะ ความจริงประเทศไทย ในหัวข้อ “ราคาของความเหลื่อมล้ำ” มีผู้เข้าร่วมฟังราว 100 คน จากหลากหลายอาชีพ โดยช่วงต้นของการบรรยาย นายพิธาได้เน้นประเด็น ‘1 เปอร์เซ็นต์’ พร้อมกับตั้งคำถามต่อผู้ฟังเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ และพยายามอธิบายถึงความหมายเพื่อให้เกิดการอภิปราย

นายพิธา กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเข้ามาเล่นการเมือง และเข้ามาอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ แม้ตนจะเกิดมาในชนชั้นกลางของประเทศไทย แต่เมื่อเจ็บป่วยในต่างประเทศที่เจริญแล้ว ทำให้ตนรู้ว่าตัวเองเป็นแค่ชนชั้นสองของประเทศนั้น เพราะเข้าถึงการรักษายากกว่าชนชั้นหนึ่ง คนจำนวนมากที่ไม่มีความพร้อม ก็ไม่สามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ พอล้มแล้วก็อยู่ที่เดิม ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งที่กลัวคนอีกกลุ่มเข้ามาแย่งผลประโยชน์ของตัวเอง ก็จะกีดกันการเข้าถึงอำนาจเพื่อไม่ให้คนอื่นเลื่อนชนชั้น

นายพิธากล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นต้นเหตุและผลพวงของระบบการเมือง ระบบการเมืองที่ล้มเหลวจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจล้มเหลว และระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวก็กลับไปซ้ำเติมระบบการเมืองอีกรอบหนึ่ง จนคน 99 % ไม่สามารถออกจากวังวนของความเหลื่อมล้ำได้ ทั้งนี้ พจนานุกรมของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อธิบายไว้ว่า ความเหลื่อมล้ำคือสถานการณ์อันไม่เป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ ที่คนบางกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสได้มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ

Advertisement

ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่า ความไม่เท่ากัน หรือเป็นเรื่องช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย เพราะช่องว่างนี้ก็อาจจะมาจากที่มาของคนๆ นั้นก็ได้ เช่น คนที่มาจากบึงกาฬ ก็ต่างกับคนที่มาจากทองหล่อ หรือคนที่เกิดจากภาคอีสาน เป็นพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรน้ำ ไม่มีพื้นที่ออกทะเล เมื่อเปรียบเทียบกับภาคใต้ที่มีทรัพยากรมากกว่า หรือกระทั่งความแตกต่างของที่ตั้งรหัสไปรษณีย์ ก็ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกัน คนในบางประเทศเกิดมาก็พบกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะจบแค่นั้น เช่น สิงคโปร์ที่ตอนแรกซื้อน้ำจากมาเลเซีย แต่ต่อมาก็สู้จนสามารถส่งน้ำกลับไปขายที่มาเลเซียได้


นายพิธา กล่าวว่า ข้อมูลความเหลื่อมล้ำจากสื่อหลายสำนักเปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก แต่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์ฯ) ออกมาโต้ว่า ไทยอยู่อันดับที่ 42 ของโลก ความต่างคือสื่อต่างประเทศใช้ ‘ความมั่งคั่ง’ เป็นตัวชี้วัด เพราะย้อนกลับไปดูทรัพย์สินที่คนคนนั้นมีอยู่ ส่วนสภาพัฒน์ใช้ ‘รายได้’ เป็นตัวชี้วัด คือ ดูแค่ว่าคนนั้นมีรายได้เท่าไหร่

“ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติมีคนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงงานให้เงินเดือนตัวเอง 50,000 บาท ให้เงินเดือนวิศวกรรม 15,000 บาท ถ้าคิดจากฝั่งรายได้ ความเหลื่อมล้ำของสองคนนี้ ก็จะไม่ห่างกัน แต่หากมองไปในรายละเอียดก็จะพบว่า คนหนึ่งมีโรงงาน แต่อีกคนหนึ่งมีแค่เงินเดือน 15,000 บาท” นายพิธากล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำมีหลายประเภท คือ 1.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ คนจำนวน 1 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ถือครองทรัพย์สิน 67 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ ถือครองทรัพย์สิน เพียง 33 เปอร์เซ็นต์ ตระกูลชั้นนำกว่า 50 ตระกูลของไทยถือครองทรัพย์สิน อยู่ 31 % หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ จากข้อมูลปี 2560 ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนที่รวยที่สุดกับจนที่สุดต่างกัน 19 เท่า การกระจายงบประมาณเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ตัวเลขสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ ระหว่างคนกทม. ที่มีประชากรอยู่ 15 % ใช้งบประมาณที่รวมส่วนกลางทั้งหมด 74 % พูดง่ายๆ คือ กทม. คือ ประเทศไทย ส่วนประชากรอีก 85 % ที่เหลือได้งบประมาณเพียง 26 % ยิ่งทวีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก ขณะที่การเก็บภาษีของไทยยังมี VAT เป็นสัดส่วนมาก ซึ่งคนรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากกว่าจากการถูกเก็บภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ ขณะที่คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็จะมีทนายคอยหาช่องทางในการเลี่ยงภาษีได้

นายพิธากล่าวว่า 2.ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร ในประเทศไทย บริษัท 10 % มีรายได้ 90 % ของธุรกิจทั้งประเทศ ประเทศไทยเป็นระบบธุรกิจที่เอื้อเจ้าสัว ยิ่งเศรษฐกิจไทยเติบโต ก็ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน เช่น เรื่องการเติบโตของ GDP ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เติบโต 17 % แต่ภาคการเกษตร ตัวเลขติดลบ 7 % และตัวเลขหนี้ครัวเรือนติดลบ 28 % อีกทั้งมีความไม่ชอบธรรมในการถือครองที่ดิน เกษตรกรจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง คนที่มีที่ดินมากที่สุดในไทยคือ 6 แสนไร่ ประชากรในเขตเมืองเข้าถึงทรัพยากรน้ำในชีวิตประจำวันมากกว่า และได้รับการคุ้มครองมากกว่าเวลาเกิดอุทกภัย 3.ความเหลื่อมล้ำทางสิทธิและโอกาส การศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำทั้งระหว่างภูมิภาค ประเภทของการเรียน ไปจนถึงการเข้าถึงการเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา คนที่มีรายได้ต่ำ ต้องแบกรับภาระมากกว่าคนที่มีเงิน เพราะต้องนำเงินเกือบทั้งหมดไปใช้จ่าย จนไม่เหลือเงินไปทำอย่างอื่น การเข้าถึงด้านสาธารณสุข หรือการเข้าถึงแพทย์ยังกระจุกตัวอยู่ในกทม. และการกระจายผลประโยชน์ของระบบสวัสดิการยังตกเป็นของคนกลุ่มบน ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าคนกลุ่มล่าง ส่วนระบบการคมนาคม รัฐจะให้ความสำคัญกับเมืองหลวงมากกว่า โดยโครงการลงทุนด้านคมนาคมของไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มบน ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และทางด่วน

นายพิธา กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำอยู่ในทุกอณูของสังคม กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ความเหลื่อมล้ำเป็นสาเหตุและผลพวงของระบบการเมืองที่ล้มเหลว ก่อนจะไปซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจ และจะย้อนกลับไปทำร้ายระบบการเมืองอีกรอบ วนเวียนอยู่แบบนี้ จนคนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ต่อให้พยายามมากเท่าใดก็เหมือนวิ่งชนกำแพง เมื่อเอาเวลาไปทำมาหากิน จึงไม่สนใจการเมือง ส่งผลให้มีคนเข้ามายึดอำนาจ และเป็นโอกาสให้เขาเข้ามายึดทรัพยากรใหม่ นี่คือราคาของความเหลื่อมล้ำที่คนไทยต้องจ่าย

นายพิธา กล่าวอีกว่า สาเหตุของความเหลื่อมล้ำ อาจประกอบด้วยปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์ เชิงประชากร เชิงนโยบายทั้งในและนอกประเทศ ยกตัวอย่าง โครงการอีอีซี ที่เป็นการแสดงถึงนโยบายที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ ตนไม่ได้พยายามขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่รัฐต้องทำนโยบายที่เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ต้องใช้กฎหมายอย่างชอบธรรม ไม่ใช่เอาตัวเลข GDP มาเป็นตัววัดอย่างเดียว ต้องสามารถรวมตัวคนที่มีศักยภาพและฉลาดมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ และต้องออกแบบนโยบายที่มีระบบและทิศทางที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียที่ตามมามากกว่าเดิม และเท่าที่ตนลงพื้นที่ก็ทราบว่า คนในจังหวัดฉะเชิงเทรา หลายคนยังต้องต่อสู้เพื่อให้มีพื้นที่ทำกินอยู่ ทำไมจึงให้พื้นที่หรือโอกาสนักลงทุนต่างชาติได้ แต่ให้คนไทยในพื้นที่มีที่ดินทำกินไม่ได้ ส่วนนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ที่มีคนมาลงทะเบียนกว่า 14 ล้านคน เป็นนโยบายที่สามารถเพิ่มกำลังซื้อของคนจนได้ แต่ต้องดูว่าเงินไหลไปสู่ทางไหน ที่ผ่านมาก็ชัดเจนแล้วว่า สุดท้ายผลประโยชน์และเงินทั้งหมดก็ตกไปอยู่ที่กลุ่มทุนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ

” ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของทุกประเทศในศตวรรษนี้ สำหรับสมการลดความเหลื่อมล้ำนั้น ต้องบวกการตรวจสอบ ลบการผูกขาด คูณประชาชน และหารความเสียหายของคนทั้งประเทศ ตนอาจไม่เป็นนักการเมืองไปตลอดชีวิต ดังนั้น ความเข้มแข็งของภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้ไปบีบคั้นในสภา ก็ไม่มีทางที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลง ตนคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ตลอดเวลา ว่าการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ พวกเราต้องหลงทางแน่ แต่ถ้าหันกลับไปเจอประชาชนอยู่ข้างหลัง หลงทางแล้วก็ยังกลับไปหาประชาชนได้”

นายพิธา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ใครๆ ก็บอกว่าถ้ามีคอร์รัปชั่น ต้องมีการทำรัฐประหาร ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ป่านนี้ประเทศไทยต้องไม่มีคอร์รัปชั่นแล้ว เพราะรัฐบาลทหารเยอะขนาดนี้ แล้วรัฐบาลทหารนั้นตรวจสอบได้หรือไม่ ยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ ดังนั้น ถ้าจะกำจัดวงจรอุบาทว์ของความเหลื่อมล้ำ ต้องทำให้ประชาธิปไตยเข็มแข็ง เปิดโอกาสให้ระบบได้ทำงานอย่างเต็มที่ หากพรรคการเมืองของตนไม่สามารถทำให้ระบบรัฐสภาตอบสนองประชาชน วงจรอุบาทว์เดิมก็จะกลับมา แล้วการที่บอกว่าจะใช้ระบบนอกรัฐสภาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นมายาคติที่ต้องเลิก เพราะในยุคของเราได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ระบบที่ดี จึงขอให้สังคมให้โอกาสประชาธิปไตย

“เป็นไปไม่ได้แล้วที่จะปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล ทำให้การพัฒนาประเทศไม่มีเสถียรภาพ เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ พวกเรารู้สึกเบื่อ ไม่อยากฟัง ไม่สนใจ ไปตามในสิ่งที่เขาอยากให้เราตาม เช่น ใครด่าใคร ใครแต่งตัวอย่างไร ทำให้เราลืมเรื่องงบประมาณ ลืมเรื่องเหมืองแร่ ดังนั้น หน้าที่ของพวกเราจึงต้องเชื่อในระบอบประชาธิปไตยและปล่อยให้มันวิ่ง เปลี่ยนจากประชาชนเป็นพลเมือง ติดตามเนื้อหาตลอดเวลา และ ไม่หลงประเด็น” นายพิธา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการบรรยาย นายพิธาได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้อภิปรายแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะ โดยผู้ฟังที่ร่วมอภิปรายมีทั้งผู้ประกอบอาชีพค้าขาย ศิลปิน นักศึกษา แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เป็นต้น