ฝ่ายค้านเปิดเกมรุกเต็มสูบ
งัดมาตรการตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร มาใช้ทุกกระบวนท่าในสภา
ล่าสุด ส.ส. 214 คนจาก 7 พรรคการเมือง ยื่นญัตติ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี
ยกเหตุผล 2 ประการ
กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ไม่ครบถ้วนด้วยถ้อยคำตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และการแถลงนโยบายของ ครม.ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคม ไม่ระบุที่มาแหล่งรายได้ที่จะนำมาใช้จ่าย ดำเนินนโยบาย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 162
ทั้งสองเรื่องฝ่ายค้านตีความว่า รัฐบาลกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ
ทำผิดกฎหมายแม่บทการปกครองประเทศสูงสุด
กระบวนการขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 นั้น ระบุท้ายสุดว่า โดยไม่มีการลงมติก็ได้
นั่นย่อมหมายความว่า การอภิปรายที่ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำหนดเบื้องต้น ในเดือนสิงหาคมนี้ จะไม่มีการลงมติแต่ประการใด
ถึงแม้รัฐธรรมนูญเปิดช่อง จะลงมติก็ได้ก็ตาม
แต่ฝ่ายรัฐบาลคงไม่ต้องการให้ลงมติ และประธานสภา ก็คงไม่วินิจฉัยให้ต้องมีการลงมติ
ทั้งนี้เนื่องจาก การโหวตไม่ว่าออกหัว-ออกก้อย ไม่มีผลนั่นเอง
ไม่เหมือนกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151
รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ต้องพ้นจากเก้าอี้ ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง (มาตรา 170)
แต่กระนั้น การอภิปรายทั่วไปก็เป็นอาวุธชนิดหนึ่งของฝ่ายค้านที่ทรงพลัง
โดยเฉพาะเมื่อหยิบจับมาใช้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ก็อาจยิ่งเพิ่มความร้ายแรงขึ้นเป็นเท่าทวี
การยื่นญัตติซักฟอกแบบไม่ลงมติของฝ่ายค้าน แม้ระบุเหตุผลที่ต้องซักถามข้อเท็จจริง และมีข้อเสนอแนะต่อ ครม. 2 เรื่องด้วยกัน
แต่จับสัญญาณความเคลื่อนไหว
ฝ่ายค้านคงมุ่งไปที่เรื่องแรกเป็นด้านหลัก เพราะเรื่องงบประมาณนั้น น่าเชื่อได้ว่าอยู่ในวิสัยที่ชี้แจงได้
ดังเห็นได้จากฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขเรื่องแรกมาตลอด
อีกทั้งเตรียมการยื่นกระทู้ถามสด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในที่ประชุมสภาทุกสัปดาห์ นับแต่ได้ทักท้วงเรื่องนี้ ระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แต่ ‘บิ๊กตู่’ ติดปฏิบัติภารกิจ มิได้เข้าร่วมประชุมสภา
7 พรรคมองว่า จงใจหลบเลี่ยงการชี้แจงเรื่องถวายสัตย์ฯ จึงอ้างเป็นเงื่อนไข นำมาสู่การยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไป
บีบนายกฯตอบเรื่องที่ลั่นคำขอรับผิดชอบคนเดียว-ด้วยตัวเอง
ต้อนเข้าสู่ระบบการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ อันไม่สามารถบิดพลิ้วได้อีกในเวทีที่เป็นของแสลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เจนจัด
เสี่ยงเพลี่ยงพล้ำซ้ำสอง
อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ตอบในรายละเอียดยาก
ไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไรก็ส่งผลสะเทือนทางการเมือง การรับรู้ของประชาชน
การอภิปรายครั้งนี้ ไม่มีการลงมติก็จริง
แต่ทั้งเป้าหมายโจมตีคือ พล.อ.ประยุทธ์ และหัวข้อซักถาม เข้าทาง
เป็นใจฝ่ายค้านมาก
บางทีญัตติที่ไม่ต้องลงมติเรื่องนี้
อานุภาพความร้ายแรงอาจเทียบได้เท่ากับ หรือมากกว่า การใช้มาตรการสูงสุดตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่กติกาบังคับให้ลงมติด้วยซ้ำ ก็เป็นได้
ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาผ่อนหนักเป็นเบาในเรื่องที่เกิดขึ้น
‘บิ๊กตู่’ จะดับชนวนให้สนิทได้ทัน ก่อนวันลงดาบหรือไม่!

