หมายเหตุ – เนื้อหาส่วนหนึ่งจากวงเสวนา “วาระฝ่ายค้าน มุมมองสะท้อนปัญหาประเทศ กับ 3 ขุนพล ทางความคิด” ที่วอยซ์ สเปซ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม

โภคิน พลกุล
กรรมการยุทธศาสตร์ด้านนโยบายและแผนงานพรรคเพื่อไทย
การที่ 7 พรรคฝ่ายค้าน ร่วมรณรงค์ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาส่วนใหญ่คนร่างมาจากการยึดอำนาจ ไม่ได้ผ่านการประชามติเหมือนอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ประชาชนมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงไม่ฟรีแอนด์แฟร์ แม้จะอ้างว่าได้ผ่านประชามติแล้ว แต่ก็มีประชาชนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกดำเนินคดี เหตุใดเราจึงไม่ร่างรัฐธรรมนูญด้วยประชาชน เห็นชอบด้วยประชาชน ใช้วิธีเลือกตั้งโดยตรง ให้ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งของประชาชน เบ็ดเสร็จ 99 คน จังหวัดละคน ร่างรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน ที่เราเสนอคือเลือกมาประมาณ 200 คน จากทุกจังหวัด หารด้วยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 แสนคนโดยประมาณ จังหวัดใดประชากรมากก็มีผู้มารับเลือกตั้งมาก เพราะปัจจุบันเรามี ส.ว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง และระบบ ส.ส.ที่เป็นปัญหา ถ้าวันนี้ให้รัฐสภาเลือกอีกก็ไม่แฟร์เท่ากับให้ประชาชนเลือก แต่ละฝ่ายให้ข้อมูลเต็มที่ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนจัดการเลือกตั้งที่ฟรีแอนด์แฟร์ โดยทั้งสังคมช่วยกันจับตาดู ไม่ต้องเชื่อมกับรัฐสภา ให้ประชาชนเลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญ
ตอนนี้ทั้ง 7 พรรคฝ่ายค้าน ขอให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อร่างคณะกรรมการขึ้นมา ผ่านขั้นตอนประชามติต่อไป จึงจะถือว่าร่างโดยประชาชน เห็นชอบด้วยประชาชน ที่ต้องเสนอแบบนี้ ลึกๆ แล้ว เป็นเพราะสังคมไทยขาดความยุติธรรม มีการเลือกปฏิบัติ จึงต้องสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ ขอแค่เรื่องเดียว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาร่วมเดินวิถีนี้ได้หรือไม่ จะได้หลุดจากกับดักที่เราต้องเผชิญ
มาตรา 279 การนิรโทษกรรมให้กับการยึดอำนาจทั้งหมด ให้ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ใช่นิรโทษกรรมสุดซอย แต่ทำเช่นนี้ยิ่งกว่านิรโทษกรรมสุดซอย เพราะไม่มีซอยให้เดิน ข้อนี้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ จึงควรจะได้รับการแก้ไข และที่จริงไม่มีความจำเป็นต้องมีมาตรานี้ แต่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีมาตรา 279 สืบเนื่องมาจากอดีต สมัย พล.อ.
สุจินดา คราประยูร ซึ่งคนเขียนนั้น แทนที่จะปกป้องประชาธิปไตย ปกป้องประชาชน แต่กลับกลายเป็นปกป้องเผด็จการ ถ้าประชาชนเลือกคนไปร่างแล้วร่างด้วยเผด็จการอีก ถึงตอนนั้นก็คงยอม
แต่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใดหรือร่างใหม่ทั้งฉบับ ต้องผ่านรัฐสภา ผ่าน 3 วาระ ประชาชนเข้าชื่อ 50,000 คน ซึ่งมีโอกาสยากมากกว่าจะครบ แต่ ส.ส. 100 คน ได้อยู่แล้วเพราะแค่เพื่อไทยก็ทำได้ แต่ทั้งนี้ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภารวมกัน นี่คือด่านแรก เกินกึ่งหนึ่งเป็นไปไม่ได้ และต้องได้ ส.ว.อีก 1 ใน 3 ประเด็นคือ แม้ ส.ส. 500 คนเห็นด้วย แต่ ส.ว.ไม่ยอมรับหลักการ วาระที่ 1 ก็ตกไป จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกัน ไม่ใช่ตีรวน มาเดินวิถีนี้ร่วมกันได้หรือไม่ เพราะ ส.ว.ก็เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องปลุกกระแสเหมือนปี 2540 ที่เริ่มปี 2538 ที่ท่านนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา เห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมือง ว่าอยู่แค่นักการเมืองไม่ได้ ต้องลงมาสู่ภาคประชาชน จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สมัยนั้นง่ายกว่าตอนนี้ ไม่ต้องเอาเงื่อนไข ส.ว. 1 ใน 3 มาล็อก เมื่อยกร่างเสร็จ เสนอต่อรัฐสภา มีการรณรงค์ของภาคประชาชน ถ้าครั้งนี้เราใช้รูบแบบ วิธีการ และความรู้สึกมีส่วนร่วมเหมือนครั้งนั้น เดินไปด้วยกัน ดีไม่ดีก็แก้ไขกันต่อไป ถ้าแรงกดดันมากพอ รัฐสภาก็น่าจะฟังไม่มากก็น้อย
วันนี้บ้านเมืองมีปัญหา เศรษฐกิจย่ำแย่เป็นเพราะกติกา เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็เหนื่อย ห่วงว่าจะกันบางพรรคบางคน แต่ตอนท้ายเขียนบทเฉพาะกาลที่กลายเป็นกันตัวเอง แถลงนโยบายต้องแสดงที่มาของรายได้ ก็ไม่ได้แสดง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะแก้รัฐธรรมนูญเองก็ทำไม่ได้ ในวาระ 3 ถ้าฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย 20 เปอร์เซ็นต์ ก็ตกอีก สรุปว่าทำอะไรไม่ได้เลย เป็นรัฐธรรมนูญที่เจตนาให้แก้ได้ยาก
ส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์อยากเห็นความปรองดอง ทำไมเราไม่ทำอะไรร่วมกันสักเรื่อง เรื่องอื่นแตกต่างได้ แต่เรื่องนี้ทำร่วมกันหรือไม่ เนื้อหาเถียงไม่จบ แต่กระบวนการไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม แม้เนื้อหาดี คนไม่ยอมรับก็ไปไม่ได้ ปัจจุบันเรามีภาคธุรกิจที่ผูกขาด ภาคประชาชนที่เดือดร้อนแทบตาย รัฐบาลในยุคดิจิทัล เส้นสายต้องน้อยที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ติดงบดุล จะไปรวยได้อย่างไร ที่เป็นอย่างนั้นเพราะกลุ่มหนึ่งมองอีกกลุ่มว่าผิด เราตั้งธงเดินด้วยกันดีหรือไม่ ดีไม่ดี ค่อยว่ากันที่ระบบ อย่ามองฝ่ายค้านหรือคนที่เรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์นายกฯว่าเป็นศัตรู เพราะเราเป็นคนไทย ต่างหวังดีกันหมด ถ้าผู้นำทุกฝ่ายทำอย่างนี้ ฟังซึ่งกันและกัน จะไม่มีใครคิดร้ายต่อใคร

ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
เมื่อมองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยรวมก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเศรษฐกิจฟุบเร็วกว่าที่คาด ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่ามีผลต่อเนื่องให้คนใช้จ่าย แต่เมื่อดูแล้ว สินเชื่อทำให้คนเป็นหนี้เพิ่ม แม้จะไม่ดีขนาดนั้นแต่ก็อาจเป็นทางรอดได้ อีกส่วนคือการกระตุ้นให้คนใช้จ่าย ชิม ช้อป ใช้ กล่าวคือจ่ายให้คนที่ลงทะเบียน 1,000 บาท ไปเที่ยว ภายใน 2 เดือน รัฐบาลจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้าน ประชาชน ชิม ช้อป ใช้ แต่ก็ต้องมาใช้รัฐบาล เหมือนเป็นการให้ประชาชนใช้ไปก่อนแล้วกรมสรรพากรไปไล่บี้ทีหลัง เป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เพิ่มขึ้น ในลักษณะของการยันเอาไว้ อีกประการ การเติมเงินไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องการจะยันให้เศรษฐกิจอย่าทรุดลงไปแรง ยังมีงบกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งรวมๆ แล้วคาดว่าจะมีเงินเข้าระบบกว่า 1 แสนล้านบาท และหวังว่าจะขยายขึ้นไปอีก กล่าวคือรัฐบาลเล่นทั้งชนชั้นล่างและชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อเพื่อให้ เศรษฐกิจ 2-3 เดือนต่อจากนี้ดีขึ้น เป็นการยันเอาไว้เพื่อไม่ให้ทรุด เรื่องการท่องเที่ยวที่ยกเลิกวีซ่าก็เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น แต่มองอีกแง่ ถ้าอีกฝ่ายเก็บเรา เราก็ควรจะเก็บเขา จึงเกิดข้อสงสัยว่าควรหรือไม่
เรื่องประกันราคา ก็อาจจะเป็นประเด็นเหมือนพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย ถ้าราคาต่างประเทศลงมากเข้ารัฐบาลจะขาดทุน จึงต้องตั้งมั่น ส่วนตัวมองว่าต้องกลับมาผูกกับค่าเงินบาท เพราะบาทจะแข็งตัวไปเรื่อยๆ จะขาดทุนได้ ถ้าบอกว่าประกันราคาข้าวสูงกว่าตลาดโลกมากๆ จะมีผลตามมาว่า ผลผลิตที่รัฐบาลสต๊อกไว้ จะเสี่ยงต่อรัฐบาลเอง สิ่งที่รัฐบาลควรพูดถึงควรจะเป็นการประกันรายได้มากกว่า เพราะถ้าราคาสินค้าเกษตรต่ำ แต่รัฐบาลตั้งเป้ารายได้ที่เกษตรกรควรได้รับ และรัฐบาลเติมเงินส่วนที่เหลือให้เกษตรกร วิธีนี้จะไม่กระทบกับราคาและสินค้าเหลือ
รัฐบาลพูดถึงเรื่องใช้เงิน เพราะตอนนี้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่สูง แต่ปัญหาประเทศไทยคือเราจะมีประชากรสูงอายุอีกมากในอนาคต เป็นกลุ่มที่จะต้องใช้ทรัพยากร แต่ไม่ได้ทำงาน ถ้าดูไปยาวๆ รัฐบาลจะมีภาระเลี้ยงดูคนแก่อีกมากใน 20-30 ปีข้างหน้า จึงต้องระวังและต้องคิดว่าจะปรับระบบเศรษฐกิจอย่างไร
ปัจจุบันคนไทยในวัยทำงาน ประมาณ 40 ล้านคน จะกลายเป็นผู้สูงอายุ อีกหน่อยเศรษฐกิจไทยจะโตยากและจนมีปัญหาเพราะไม่มีแรงงาน ดังนั้น ปัญหาคนสูงวัยจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ต้องระวังเรื่องประชากรแก่ตัว มีแผนยุทธศาสตร์ตรงนี้เถิด รักษาโรคกับรักษาสุขภาพไม่เหมือนกัน รักษาโรค ใช้งบประมาณปีละ 1.5 แสนล้าน แต่งบของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพแค่ 3.8 พันล้านบาท ซึ่งต้องทำให้คนไม่เข้าโรงพยาบาลเป็นหลัก เพราะคนแก่จะเริ่มเยอะ

ยุทธเลิศ สิปปภาค
ผู้กำกับภาพยนตร์
ศิลปะไม่ได้อยู่ในฝีแปรง แต่อยู่ที่ความคิดอันเป็นอิสระ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่มีอิสระจะทำงานศิลปะไม่ได้ดี หากสังเกตจะเห็นว่าประเทศเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์แทบจะไม่มีศิลปะเพราะศิลปินเป็นกลุ่มคนที่ควบคุมลำบาก เอาเรื่องปากท้องไปคุยได้ลำบาก กลุ่มคนที่มีความคิดแบบนี้ชอบฝังตัวอยู่ในศิลปิน ถ้าฝังในนักร้องก็ออกมาเป็นเพลง ฝังในจิตรกรก็ออกมาเป็นภาพวาด ของผมฝังตัวในแนวสร้างเรื่องจึงออกมาเป็นหนัง เขาต้องปิดโรงหนังถึงจะหยุดได้ แม้จะยังไม่ได้อยู่ในกระบวนการของการเรียกร้องประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง เพราะส่วนตัวมองว่าต่อให้มีเผด็จการที่ครองมา 5 ปี ก็ยังไม่มีผลกระทบ ยังทำหนังได้ แต่ช่วงหนึ่งที่ออกไป เพราะเริ่มเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกักขังตัวเองด้วยความคิดที่เขาไม่ได้กักขังเรา เป็นการขังตัวเองเพราะเชื่อว่าเผด็จการดี อย่างเช่นเพื่อนฝูง ครั้งแรกทหารเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อนฝูงเห็นดีเห็นชอบ ยังทำหนังได้เพราะทหารไม่ได้อยู่ในหนัง แต่สักพักเหตุการณ์จบไม่ดี มีการเลือกตั้งใหม่ มีการโกง ไม่เหมือนอย่างที่เพื่อนต้องการแต่เพื่อนก็ยังยืนยันว่าเชื่อแบบเดิมอยู่ จึงรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเขาไม่ได้เอาปืนจ่อหัวให้ชอบแต่ดันเห็นดีเห็นงามกับเขา ถ้าคุณชอบบิ๊กตู่เพราะได้ผลประโยชน์ หรือเป็นญาติก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เพื่อนที่มาด่าเรา แล้วยืมเงินเราด้วย อย่างนี้ไม่ใช่ เขาไม่ใช่ลุงคุณ คุณไม่ใช่หลานเขา แต่ผมเพื่อนคุณ
ผมกลับไปคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าลงถนน 99 ศพ เขาก็ยิงมาแล้ว มันไม่ประโยชน์ รวมกลุ่มนั่งเมาธ์ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ไม่ใช่การไปปิด สิ่งที่เปลี่ยนได้ทุกอย่างจริงๆ คือเปลี่ยนความคิด ฉะนั้น อย่าไปไล่นายกฯออก แต่เปลี่ยนความคิดของคนไทยให้ได้ก่อน เปลี่ยนความคิดจากซ้ายหรือขวา มาเป็น ถูกและผิด เพราะการเมืองที่ถูกที่สุดคือ Right and Wrong
ด้วยความจริงใจ ผมกับ พล.อ.ประยุทธ์ เราไม่รู้จักกัน เรารู้จักกันผ่านสื่อด้วยความเกลียดชัง เราต้องเริ่มดูก่อนว่าเรื่องเริ่มจากตรงไหน กฎหมายอเมริกาบอกว่าใครต่อยก่อนคนนั้นผิด ถ้าจะพูดถึงเรื่องบ้านเมืองจริงๆ รัฐบาลถอยเป็นหรือไม่ ปัญหาอยู่ตรงนี้ ถอยคนละก้าว ไม่ใช่แต่จะให้อีกฝั่งถอย เราคิดแบบเดิมไม่ได้ เพราะโลกโซเชียล ยุคดิจิทัล ความคิดเดิม ความคิดเก่า ถูกชะล้างไปขนาดไหน คนรุ่นใหม่ขึ้นมา เราปกครองด้วยความกลัวไม่ได้อีกแล้ว เราต้องปกครองแบบที่คุณเป็นลุงเราและเราเป็นหลานคุณจริงๆ เพราะประเทศเราหากินได้ตลอด แต่เราแพ้ประเทศอื่นเพราะความคิดว่าหลานของเราจะมาพังนู่นพังนี่มากกว่า

