‘พรรคประชาชาติ’เปิดสาขาที่กรุงเทพฯ เชื่ออนาคตคว้าที่นั่งในเมืองหลวงได้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่ห้องชมวิว ชั้น 9 โรงแรมอัญชาลีน่าแกรนด์ ซ.รามคำแหง 65 มีการประชุมเพื่อจัดตั้งสาขาพรรคประชาชาติ ลำดับที่ 4 กรุงเทพมหานคร โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย หรือ ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ รองหัวหน้าพรรค ทั้งนี้ วาระสำคัญของที่ประชุมคือการเลือกกรรมการสาขาพรรค ซึ่งมีนายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรค เป็นประธาน โดยผลการลงมติของที่ประชุม เห็นชอบให้นางวรลักษณ์ ศรีสอาด อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. เขตบางกะปิและวังทองหลาง พรรคประชาชาติ เป็นหัวหน้าสาขาพรรค จากนั้น แกนนำพรรคพบปะทักทายสมาชิกและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชาติได้คะแนนเสียงเกือบ 500,000 คะแนน มีสมาชิกเข้าสภาจำนวน 7 คน ถือเป็นลำดับที่ 7 ของพรรคการเมืองที่มีส.ส.ในสภา เป็นสิ่งที่ทำให้เราภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อให้ถึงเป้าหมายคือได้ส.ส.อย่างน้อย 25 ที่นั่ง เพื่อสามารถเสนอกฎหมายได้ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถ เพราะพรรคได้ทำบทวิเคราะห์ความสำเร็จและปัญหาจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยจะเปิดเผยต่อสมาชิกในวันที่ 31 ตุลาคมซึ่งเป็นวาระครบรอบ 1 ปีของพรรค เพื่อให้เรารู้จุดอ่อนจุดแข็ง ทั้งนี้ จุดอ่อนในครั้งที่แล้วคือเราไม่มีสาขาพรรค จึงไม่มีคนรับผิดชอบในพื้นที่ แต่ต่อไปนี้มีสาขาพรรคทุกภาค เชื่อว่าจะช่วยให้พรรคมีส.ส.จากทุกภาค และก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เราต้องมีสาขาพรรคให้ได้อย่างน้อย 10 สาขา เชื่อว่าเราทำได้ ถ้าทำงานให้ประชาชนเห็น เพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เช่นการเลือกตั้ง 2554 พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ได้ส.ส. ในกทม.กว่า 20 ที่นั่ง แต่การเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 พรรคตั้งใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯเป็นอันดับ 1 ได้ 12 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็น 0 ดังนั้น การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ อย่าหมดกำลังใจ ลดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง ดูคนอื่นเป็นแบบอย่าง เชื่อว่าเราจะมีส.ส.เขตกทม.ในอนาคตแน่นอน

“การเลือกตั้งครั้งหน้าซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่ จะมีการเปลี่ยนแปลง ประชาชนจะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง แต่รัฐบาลที่บริหารประเทศภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมดูแล้วไม่น่าจะไปยาวสักเท่าไหร่ แต่ก็อยากให้เขาอยู่ให้เราตั้งตัวได้ ไม่อยากให้เขาไปเร็ว แต่บางทีเขาสะดุดขาตัวเองก็เป็นได้ อย่างที่เราเห็น แค่เรื่องง่ายๆก็ทำไม่ได้ การกล่าวปฏิญาณซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ จะเคารพต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีความบกพร่อง พรรคฝ่ายค้านได้เสนอกระทู้ไปแล้ว 2 อาทิตย์ แต่นายกฯไม่มาตอบ อ้างว่าติดภารกิจ ทั้งที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่ออยู่ในวาระของสมัยประชุมซึ่งไม่ได้มีตลอดทั้งปีและไม่ได้มีทุกวัน นายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องมาสภา ยกเว้นมีภารกิจที่สำคัญจริงๆ แต่ทำไมนายกฯต้องเลือกไปทำภารกิจในวันพุธและพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันประชุม การไปสภาก็เหมือนไปพบประชาชนทั้งประเทศ ไปรับทราบปัญหาที่ส.ส.จะมาบอก ไม่ใช่เลือกไปยะลาหรือเชียงใหม่ นี่คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือต้องให้ความสำคัญกับผู้แทนของประชาชนที่อยู่ในสภา แล้วคุณไปที่อื่นได้อย่างไร คุณไม่เข้าใจประชาธิปไตย ดังนั้น ที่บอกว่าการเลือกตั้งคราวหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่เป็นที่สงสัย” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ประชาชนไม่รู้จักพรรคประชาชาติ ไม่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค แต่หลังจากเราทำหน้าที่ในสภา ตนไปที่ไหนมีคนรู้จักมากขึ้น เข้ามาขอถ่ายรูป นั่นเพราะประชาชนติดตามการประชุมสภา ดังนั้น การที่นายกฯไม่มาสภาจึงเป็นความเข้าใจผิด เป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะถ้านายกฯมาตอบ มีคนฟังเป็นล้าน อาจมากกว่าที่นายกฯไปลงพื้นที่ที่มีประชาชนเพียง 3,000-4,000 คน และเผลอๆในจำนวนนั้นอาจถูกเกณฑ์มา ดังนั้น ตนขอให้พรรคประชาชาติทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งใจทำการบ้้าน ตอนนี้ในสภามีส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 253 คน ฝ่ายค้าน 241 คน แต่ในการลงคะแนนเรื่องร่างข้อบังคับการประชุมสภา จะเห็นว่าฝ่ายรัฐบาลแพ้ทั้ง 2 รอบ ส่อให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพและจะมีปัญหากับการเสนอกฎหมายในอนาคต โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี

บทความก่อนหน้านี้รื่นร่ม รมเยศ : ผู้อารักขาลึกลับ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
บทความถัดไปแคนโต้โปสการ์ด ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562