หมายเหตุ – นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรกของกระทรวงใหม่ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงทิศทางและนโยบายการพัฒนาอุดมศึกษา และงานวิจัยให้ตอบโจทย์อนาคตการพัฒนาประเทศ
•เป็นรัฐมนตรีคนแรกของ อว. มีนโยบายอะไรบ้าง
-หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็มาดูว่านโยบายของ อว.จะตอบโจทย์กับนโยบายของรัฐบาลอย่างไร ที่ผ่านมาไปพูดคุยกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยเอกชน กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และเตรียมหารือกับกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เร็วๆ นี้
พยายามจะพูดคุยกับมหาวิทยาลัยให้มากที่สุด เพราะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และเตรียมแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็น 3 กลุ่ม คือ มหาวิทยาลัยที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก มหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ชุมชนและพื้นที่
พร้อมกันนี้จะปลดล็อกหลักเกณฑ์ที่เป็นข้อจำกัดการทำงานของมหาวิทยาลัย เช่น มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ และธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาคมมหาวิทยาลัยทำงานได้ตอบโจทย์ประเทศ
พร้อมกันนั้นยังเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ทั้งคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) คณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา (กมอ.) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เพื่อขับเคลื่อน อว.ให้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อีกส่วนมีการหารือกับประชาคม เรื่องงบประมาณ ปี 2563 ซึ่งอาจยังไม่สามารถทำได้ 100% ในแนวคิดใหม่ เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
รวมถึงการจัดงบประมาณเป็นบล็อกแกรน แบ่งตามกลุ่มมหาวิทยาลัยและงานวิจัย 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ 1.การวิจัยเพื่อสร้างคนและองค์ความรู้ 2.การวิจัยเพื่อความสามารถในการแข่งขันของ 11 S-Curves การวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม และการยกขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ใช้ AI and Data Economy เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจแบ่งปัน ในการขับเคลื่อนประเทศ
3.การวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจน ส่งเสริมการวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วน และ 4.วิจัยแก้ปัญหาโจทย์ความท้าทายขนาดใหญ่ของประเทศ ด้วยการส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้า การเตรียมนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างได้ผล การทำขยะให้เหลือศูนย์ เป็นต้น โดยงบ 50% จะเป็นงบงานวิจัยใน 4 แพลตฟอร์ม ส่วนอีก 50% เป็นงบที่เปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานเสนอโครงการต่างๆ แต่หลังจากนี้จะค่อยๆ ขยับให้งบวิจัยเพิ่มขึ้นเป็น 70% และจะค่อยๆ ขยับมากขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้งบวิจัยของประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.1% ของจีดีพี ขยับจาก 0.48% เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่มาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD อยู่ที่ 3-4% อว.ตั้งเป้าว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า งบวิจัยจะเพิ่มเป็น 1.5% ถือว่าตอนนี้เรามีโอกาสไต่บันได
ปัจจุบันงบวิจัยมาจากภาครัฐ 20% ภาคเอกชนประมาณ 70-80% แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนทิศทางของประเทศ รัฐบาลอาจต้องลงทุนเพิ่มอีก ไม่ใช่ทุกอย่างให้เอกชนทำหมด ดังนั้นสัดส่วนงบวิจัยภาครัฐอาจต้องขยับ เป็น 30-70% โดยภาพรวมงบวิจัยทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ภาครัฐอุดหนุนประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท
•มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร
-ต้องกระฉับกระเฉงมากขึ้น เดิมที่มักจะพูดว่ามหาวิทยาลัยมีมาก ต้องปิดตัว จากนี้ไป ไม่ใช่ เพราะเรามีโจทย์ชัดเจน อว.ไม่ได้ดูแค่เด็กอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่จากนี้จะดูแลคนของประเทศในทุกช่วงวัย ต่อไป อว.จะทำหน้าที่ดูแลความต้องการกำลังคนของประเทศ และดูว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 3 กลุ่มจะผลิตได้เท่าไร มีคุณภาพหรือไม่
ขณะที่กลุ่มคนวัยแรงงานต้องปรับตัวพัฒนาตัวเอง มีทักษะเติมเต็ม ตรงนี้เป็นโอกาสมหาศาลของมหาวิทยาลัยที่จะเปิดหลักสูตรรองรับ เป็นการเปิดสอนปริญญาจิ๋ว ต่อไปคนจะไม่บ้าปริญญา อาจจะเรียนเป็นคอร์ส หรือหลักสูตรเฉพาะ รวมถึงเตรียมพร้อมการศึกษาสำหรับคนสูงวัย ซึ่งจะมีเพิ่มมากขึ้น ในส่วนนี้ อว.ได้ของบเพื่อสนับสนุนไว้แล้ว รวมถึงเตรียมงบสำหรับพัฒนาอาจารย์ ยกระดับขีดความสามารถ ซึ่งผมเองได้กันงบไว้ให้ด้วย
•อุปสรรคใดบ้างที่จะทำให้แผนการทำงานของ อว.สะดุด
-อย่างแรกคือความต่อเนื่องทางการเมือง ตรงนั้นไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเรา แต่ถ้านโยบายเราถูกทาง จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง อีกทั้งผมประกาศไปแล้วว่า ครั้งนี้ผมจะเน้น Action ลงมือทำจริงเป็นสำคัญ จะไม่เน้น Vision หรือวิสัยทัศน์แล้ว กำหนดเวลาการทำงานให้สำเร็จ เพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง พยายามจะมองอะไรที่ไม่ใช่เรื่องตีหัวเข้าบ้าน ต้องทำอะไรที่เป็นรูปธรรม คือการสร้างองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถ ลดความเหลื่อมล้ำ และทำในประเด็นที่ท้าทายเข้ามาในโลกของอนาคต ซึ่งต้องมีการลงทุนเพิ่ม อย่างการแก้ปัญหา PM 2.5 การทำขยะให้เหลือศูนย์
•บางมหาวิทยาลัยต้องมีตัวกระตุ้น
-แน่นอน เราต้องแยกปลาออกจากกัน ไม่ให้มั่วกัน กลุ่มที่มีปัญหา แยกออกไปก่อน ที่เหลือต้องมีลู่วิ่งให้เขา อย่างมหาวิทยาลัยเอกชน ผมให้เขาไปจัดลำดับท็อป 5 เพื่ออัดพัฒนาอย่างเต็มที่ ส่วนมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องมองว่าต่อไปต้องสู่กับมหาวิทยาลัยโลก ต้องปั้นมหาวิทยาลัย 2-3 ลำดับแรกให้ติดอัดดับท็อป 100 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 200 กว่าของโลก เท่าที่ดูแล้วสามารถปั้นได้ 2 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ให้กลุ่มนี้วิ่งขึ้นไปก่อน จากนั้นให้ 2 แห่ง ดึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ ให้พัฒนาสู่อันดับโลกที่สูงขึ้นตามไปด้วย เท่าที่ดูมหาวิทยาลัยที่จะสามารถพัฒนาต่อจากจุฬาฯ และ มม. มีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นต้น
นอกจากนี้ จะมีการจัดอันดับสาขา ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีสาขาที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน โดยมอบหมายให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดอันดับ 5 สาขาวิชาที่มีโอกาสติดอันดับโลกได้ท็อป 100 ท็อป 50 เพื่อพัฒนาให้เต็มที่
ตรงนี้ถือเป็นวาระพิเศษของ อว.ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะหากมหาวิทยาลัยเหล่านี้มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ชาวต่างชาติก็อยากที่จะมาเรียนมหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย
สาเหตุที่เลือกปั้นมหาวิทยาลัยเฉพาะที่ก่อน เพื่อให้มีตัวลากจูง หากเหวี่ยงไปหมดจะเหมือนใช้งบละลายแม่น้ำ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ จะต้องปรับตัวพัฒนาตาม โดยหัวใจสำคัญคือเรื่องคุณภาพ ส่วนนโยบายให้มหาวิทยาลัยต่างชาติมาเปิดสอนในประเทศไทย ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ไม่ใช่ที่ไหนจะมาเปิดก็ได้ เราต้องเอามหาวิทยาลัยในประเทศให้รอดก่อน นักศึกษาต่างชาติก็เช่นกัน เราต้องการคัดเด็กครีมเด็กหัวกะทิเข้ามาเรียนในบ้านเรา
•อว.ถูกจัดเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เหตุผลเพราะอะไร
-เหตุผลแรก ต้องมองว่า อว.แตกต่างกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างไรบ้าง ศธ.ดูในเรื่องที่เป็น
พื้นฐาน ดังนั้น ศธ.ไม่ใช่กระทรวงด้านเศรษฐกิจ
แน่นอน เป็นกลุ่มกระทรวงด้านสังคม พอมาเป็น อว. ครอบคลุมได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม เพียงแต่วันนี้เราต้องการชูเรื่องเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สตาร์ตอัพ นวัตกรรม และรัฐบาลต้องการชูเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ดังนั้นอารมณ์ของ อว.จึงทอดไปทางเศรษฐกิจมากกว่าสังคม
จริงๆ แล้ว อว.เป็นกระทรวงที่มีหลากมิติ ทั้งวิทยาศาสตร์สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พร้อมกันนั้น เป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นได้ ดังนั้นอยู่ที่ไหน กลุ่มไหนเหมือนกัน เพียงแต่รัฐบาลชุดนี้อาจจะมองในเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องใช้การวิจัยและนวัตกรรม
•หลายคนกังวลว่าจะกลายเป็นธุรกิจการศึกษา
-ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งแรกของการสร้างคน คือมองคนให้เป็นคน ไม่ใช่มองเรื่องวิชาชีพอย่างเดียว เราต้องการทำให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อว.ไม่ใช่สร้างคนอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างทักษะ และสร้าง Mindset หรือกระบวนการทางความคิด ที่ถูกต้องให้กับเด็ก ถ้าเด็กไม่มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีองค์ความรู้ ก็อาจทำให้เห็นแก่ตัว ถ้าไม่รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งต้องปลูกฝังแต่เด็ก ในส่วนของมหาวิทยาลัยก็ต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็จะติดกับดักความขัดแย้งเช่นเดิม
•ประสานรอยต่อกับ ศธ.อย่างไร
-เป็นประเด็นที่สำคัญ ต้องมานั่งคุย บูรณาการร่วมกัน เพราะถ้าการศึกษาขั้นพื้นฐานดี การรับลูกต่อจะง่าย ทั้งหมดคือเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้ การมีงานทำและการใช้ชีวิต 3 เรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้แล้ว ต้องมององค์รวม มองประชาชนพลเมืองของเราซึ่งต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหลัก ต้องทำงานตลอดชีวิต ศธ.เองก็ต้องปรับตัวเพื่อรับรอยต่อซึ่งกันละกัน
ถามว่าการได้มาอยู่ อว.ชอบหรือไม่ ก็บอกว่าชอบ เพราะเหมือนการทำงานต่อเนื่อง มีความท้าทาย และขอบเขตการทำงานเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดน้อยลง ไม่ได้มองแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ เราคิดได้กว้างขึ้น ทำในหลายมิติ เป็นเรื่องสนุก ที่นำแต่ละเรื่องมาทำให้ลงตัว
•กดดันหรือไม่ เป็นรัฐมนตรีคนแรกของกระทรวงใหม่
-ไม่เลย เป็นความภาคภูมิใจมากกว่า ผมเป็นคนสุดท้ายของที่เก่า คือ วท. แต่มาเป็นคนแรกของ อว. ซึ่งต้องทำให้ดี ไม่เช่นนั้นจะถูกด่า ผมถึงพูดเสมอว่าขอติดกระดุมเม็ดแรกให้ดีก่อน ไม่ใช่ต้องมาถอดเสื้อทิ้ง ถ้าเราเริ่มต้นถูก ที่เหลือเม็ดต่อไปก็จะถูกตามไปด้วย
นายกฯ ไม่ได้วางตัวใครมาอยู่ อว.แต่แรก ผมเองก็ไม่ได้คุยกับนายกฯ ขนาดนั้น เพียงแต่ดูเรื่องความเหมาะสม และท่านคงไว้ใจให้ผมมาดูแล ที่ผ่านมาแต่ละพรรคแย่งกระทรวงเกรดเอ ไม่เห็นพูดถึง ศธ. อว. กลายเป็นม้านอกสายตา ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึง 2 กระทรวงนี้ แต่ไม่ว่ากัน ผมมองว่า ศธ.กับ อว. เป็นกระทรวงต้นน้ำ เป็นการลงทุนของอนาคต ถ้าทำให้ดีกระทรวงปลายน้ำก็ดีตามไปด้วย
•ตอนนี้มองตัวเองเป็นอะไร อาจารย์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ
-เป็นคนกำหนดอนาคตประเทศ ไม่ใช่ผมคนเดียว แต่อยากให้คนในมหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นคนกำหนดอนาคตประเทศ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ
•จะฝากอะไรไว้เป็นผลงานที่อว.
-เราทำคลอด อว.ขึ้นมา ร่วมกับนายกฯ ผมต้องมองเรื่องการบริหารความคาดหวังของประเทศ เราต้องกล้าที่จะฝันว่าไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21 อย่างน้อยความคาดหวังนี้จะตกมาอยู่ที่ อว.พอสมควร ว่าจะเป็นกระทรวงที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศ เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ต้องสร้างฐานรากที่แข็งแรง อว.ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ และกำหนดอนาคตประเทศ
เบญจมาศ เกกินะ

