อาการน่าเป็นห่วง อาการเศรษฐกิจ มีแต่ทรงกับทรุด
19 สิงหาคม
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2562 ว่าขยายตัวร้อยละ 2.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส
และชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรกของปี
รวม 6 เดือนแรกของปี 2562 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.6
สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวลดลงปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 4.2 และการนำเข้าสินค้าติดลบร้อยละ 3.4
ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 4.4 การลงทุนขยายตัวร้อยละ 2
โดย สศช.ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2562 ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.7-3.2
จากเดิมคาดจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.3-3.8 โดยคาดว่าการส่งออกจะติดลบร้อยละ 1.2
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเร่งให้ภาคการส่งออกขยายตัวได้ร้อยละ 3
ขยายตัวการท่องเที่ยวให้ได้ 40 ล้านคน
รักษาการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐในโครงการสำคัญๆ เร่งผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ให้เริ่มเบิกจ่ายให้ได้ในช่วงต้นปีงบประมาณ
รวมทั้งการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
วันเดียวกัน
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ที่สภาพัฒน์ แถลงว่าขยายตัวร้อยละ 2.3 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 1 ปี 2562
ต่ำกว่าประมาณการของ ธปท. ที่ร้อยละ 2.8
เพราะภาคต่างประเทศที่หดตัวจากทั้งการส่งออกสินค้าและการส่งออกภาคบริการ
รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐที่ขยายตัวชะลอลง
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้
สำหรับระยะต่อไปประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อาทิ ความเสี่ยงจากสงครามการค้า แนวโน้มนโยบายการเงินที่ผันผวนของธนาคารกลางทั่วโลก
และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายและการดำเนินนโยบายภาครัฐ
วันเดียวกันอีกเช่นกัน
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics แถลงปรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลดลงเหลือร้อยละ 2.7 จากเดิมที่อยู่ระดับร้อยละ 3.0
สาเหตุจากตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแย่กว่าคาด ทำให้แรงส่งต่อไปในช่วงที่เหลือมีข้อจำกัด
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วยพยุงการบริโภคในประเทศ แต่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกสงครามการค้าถึงทางตัน จึงยากที่จะเห็นส่งออกกลับมาในปีนี้
ขณะที่ส่งออกไทยจะติดลบร้อยละ 2.7 เพราะซัพพลายเชนโลกได้รับผลกระทบมากกว่าคาด
ส่งผลให้การส่งออกหดตัวเกือบทุกตลาดส่งออกสำคัญ
ได้แก่ จีนติดลบร้อยละ 5.5 อาเซียนติดลบร้อยละ 4 ยุโรปติดลบร้อยละ 2.7 และในเกือบทุกสินค้าสำคัญ
รวมทั้งหากสหรัฐประกาศขึ้นภาษีในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนที่อัตราร้อยละ 25 จากทุกประเทศในเดือนพฤศจิกายน จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกยานยนต์ทั่วโลก
ซึ่งการส่งออกภาคนี้ของไทยคิดเป็นร้อยละ 11 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
สอดคล้องกับที่ IMF ปรับประมาณการการค้าโลกลงจากร้อยละ 3.4
เหลือร้อยละ 2.5
ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่ถดถอยลง
ผนวกกับเสียงครวญครางของประชาชนระดับกลางและระดับล่าง ว่าด้วยความฝืดเคือง
ผลผลิตทางการเกษตรที่หดหายเพราะภัยแล้ง
เป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของรัฐบาล ที่ประกาศว่า
การแก้ไขปัญหาปากท้องต้องมาก่อนเรื่องอื่น

