ท่าที นายชวน หลีกภัย ต่อกรณี”ถวายสัตย์ปฏิญาณตน” น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะมองในมุม “ประธาน” ไม่ว่าจะมองในมุม”ส.ส.”
อย่าลืมคำวินิจฉัยของ นายชวน หลีกภัย ต่อการเสนอขอหารือเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล หลัง จาก นายวีระกร คำประกอบ ได้ประท้วงอย่างเด็ดขาด
นายชวน หลีกภัย วินิจฉัยว่าเป็นเรื่อง”ร้ายแรง”
คำว่าร้ายแรงในที่นี้บางคนอาจคิดว่ามาจากการประท้วงของนายวีระกร คำประกอบ ที่ว่าที่ปรากฏเป็นข่าวอาจมีการตัดต่อแต่ง เติม
ขณะเดียวกัน ก็ชวนให้คิดได้เหมือนกันว่าหากเป็นจริงก็มีความร้ายแรงเป็นอย่างสูง
อย่าลืมว่า นายชวน หลีกภัย เป็นนักการเมืองมาค่อนชีวิต นั่นก็คือเป็น ส.ส.ตั้งแต่เมื่อปี 2512 และจากนั้นตราบกระทั่งปี 2562 ก็เป็นส.ส.มาอย่างต่อเนื่อง
อย่าลืมว่า นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 2 หน
อย่าลืมว่า นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 หน
เป็นนักการเมืองที่ประกาศ “ยึดมั่นในวิถีทางแห่งรัฐสภา”
ความหมายของนักการเมืองที่ยึดมั่นในวิถีทางแห่งรัฐสภาคือ การให้ความเคารพต่อ “รัฐธรรมนูญ” แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะไม่เห็นด้วยแต่เมื่อประกาศและบังคับใช้แล้วก็ให้ความเคารพ
ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เหตุปัจจัยให้เกิดการตั้งข้อสังเกตของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมก็คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และความรับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีเต็ม-เต็ม
หากติดตามบทบาทของ นายชวน หลีกภัย นับแต่รับฟังข้อสังเกตจาก นายปิยบุตร แสงกนกกุล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม กระทั่งการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ
ท่วงทำนอง นายชวน หลีกภัย เด่นชัด
1 นายชวน หลีกภัย เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
1 เป็นการชี้แจงใน “สภา” มิใช่ผ่าน “สื่อ”

