‘จตุพร’ น้อมรับคำพิพากษาศาลฎีกาสั่งชดใช้ 19.3 ล้านพร้อมดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก “Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์” ถึงกรณีที่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นายจตุพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ใช้ค่าเสียหาย 19.3 ล้านบาท ให้กับเจ้าของตึกย่านราชปรารภ กรณีปราศรัยยุยงส่งเสริมให้ผู้ร่วมชุมนุมแสดงปฏิกิริยาตอบโต้เจ้าหน้าที่ ว่า ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่ามีการนัดหมายอ่านคำพิพากษาคดี แต่ก็น้อมรับคำสั่งศาล และได้ให้ทนายไปคัดสำเนาคำพิพากษาแล้ว ซึ่งก็ต้องดูแลว่าในข้อกฎหมายเราสามารถทำอะไรได้บ้าง กรณีจำเลยไม่ได้รับหมายศาล แต่คงไม่ใช่ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อย่างไรก็ตามในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้มีการปรักปรำเราว่ามีการยุยง และในช่วงเวลาดังกล่าวตนไม่ได้มีตำแหน่งประธาน นปช. แต่เป็นนายวีระ มุสิกพงศ์ ที่เป็นประธาน นปช.

นายจตุพรกล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 ส.ค. เพราะว่าไม่ได้รับหมายศาล คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของและผู้เช่าอาคารพาณิชย์ ถนนราชปรารภ และถูกเพลิงไหม้ ได้ฟ้องจำนวนหลายคน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นจำเลยที่ 2 รวมทั้งฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. กองทัพบก และกทม.ด้วย ส่วนตนเป็นจำเลยที่ 6 นายณัฐวุฒิเป็นจำเลยที่ 7 และนายอริสมันต์ เป็นจำเลยที่ 8 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยที่ 11 ซึ่งกรณีนี้ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาได้แม้แต่เพียงรายเดียวในคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งโจทก์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นคนเผา แต่เอาคนที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุมร่วมกันเป็นจำเลย เรียกค่าเสียหาย เมื่อตนได้ยินข่าวไม่ได้ไปฟังเพราะไม่รู้ นายณัฐวุฒิรู้ก่อนก็ส่งข่าวดีมาบอก เมื่อฟังข่าวนี้แล้วเราก็เลือกที่จะตั้งหลักและเงียบ

“วันนี้ปรากฏว่าโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนออกมาแถลงเรื่องนี้ เดี๋ยวก็จะมีการขยายไปว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมืองกันอีก และผมเชื่อว่าจะเป็นการหยิบฉวยหยิบใช้ประโยชน์ทางการเมืองจนเกินงามกัน ผมจึงจำเป็นต้องอธิบาย เขาได้ให้ข่าวว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในศาลแพ่งให้ตนทั้ง 3 คน ชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์ เป็นเงิน 19.3 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย 7.5% ก็ประมาณ 30 ล้าน ซึ่งก็เทียบไม่ได้กับกรณีของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็น 1,000 ล้านบาท”นายจุตพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า แต่ว่าเรื่องที่ใหญ่มากที่สุดคือว่า ตนได้บอกกับทีมงานกฎหมายว่าช่วยไปคัดคำพิพากษามาดูว่า เมื่อศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกแล้วฎีกามีคำพิพากษานั้น เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในเวลา 19.45 น. ของวันที่ 19 เม.ย. 2553 ภายหลังที่พวกตนได้ยุติการชุมนุมแล้วในเวลา 13.45 น. สาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ไปคัดเอาคำพิพากษาจากการให้ถ้อยคำการเบิกความของโจทก์น่าสนใจมาก และยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ตนก็น้อมรับคำตัดสินของศาลทุกประการ

อ่านข่าวเกี่ยวข้องhttps://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1640620‘มาร์ค’ มอบทีม กม.พรรค ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีม็อบปี’53

บทความก่อนหน้านี้‘กรมอุตุฯ’ ชี้ 25-31 ส.ค.ฝนตกร้อยละ 40-80 ‘เหนือ-อีสาน’ หนักสุด ทะเลคลื่นสูง 2 เมตร 
บทความถัดไปเพื่อไทย จ่อเดินสาย ผุดโครงการนวัตกรรมแก้จน ดึงศักยภาพชุมชนทั่วไทย สร้างรายได้