‘ชูศักดิ์’ ชี้มติผู้ตรวจฯสอดคล้องญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หวังศาลรธน.รับไว้วินิจฉัย

28.08.19 | 12:55 น.
แฟ้มภาพ

“ชูศักดิ์” ชี้มติผู้ตรวจการแผ่นดินสอดคล้องกับญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านปมขออภิปรายทั่วไป ตาม รธน. ม.152 หวังศาล รธน.รับไว้วินิจฉัย

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานคณะทางานด้านกฎหมาย พท. กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติให้ส่งเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ถูกต้องว่า เมื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณา มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.กรณีคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็น “การกระทา” มิใช่เป็น “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” จึงไม่มีประเด็นให้พิจารณาว่า ข้อความหรือ ถ้อยคำถวายสัตย์มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยได้และยังเห็นว่า การถวายสัตย์เป็นการกระทำตามกระบวนการขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิใช่การกระทำทางปกครองที่จะส่งให้ศาลปกครองได้พิจารณาวินิจฉัย จึงมีมติไม่เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ตนเห็นด้วยกับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน จุดนี้เองที่ทาให้เห็นปัญหาว่ากฎหมายยังมีช่องว่างเกี่ยวกับ อำนาจของศาลในการที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำใดขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ “การกระทำตามรัฐธรรมนูญ” และ 2.กรณีคำร้องของนายชูพงศ์ ชูรักษ์ ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 161 เป็นบทบัญญัติให้ต้องกระทำตามกระบวนการขั้นตอนก่อนที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะทำตามกระบวนการแล้วต้องถวายสัตย์ด้วยถ้อยคำที่บัญญัติไว้ให้ครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การถวายสัตย์มีถ้อยคำขาดหายไป จึงเป็นการกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ที่ไม่ ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นการกระทำที่ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อันส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมถึงปัญหาการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียน เป็นเหตุให้ผู้ร้องเรียนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ จึงมีมติส่งเรื่องพร้อมความเห็นนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มติในเรื่องนี้ตนเห็นด้วย และ ส.ส. ฝ่ายค้านที่ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติก็มีความเห็นเช่นนี้ การที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยนั้นจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายเพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นประการใดก็จะ ถือเป็นข้อยุติ ถือเป็นบรรทัดฐานต่อไป

“แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาหรือไม่เท่านั้น เพราะกรณีการอ้างมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ เคยมีผู้ยื่นคำร้องไป เป็นจำนวนมาก โดยยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาแต่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นการยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินและมีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญต่อไปสำหรับคณะรัฐมนตรีและทุกฝ่าย” นายชูศักดิ์กล่าว