หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ นักการเมือง กรณีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ซึ่งอาจไม่เข้าข่ายเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน 4 ประการ และหากไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบทางการเมือง
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หลักการสำคัญของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) อยู่ที่รัฐบาล เขาทำได้ทั้งหมดหากเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉิน หรือเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ แม้กระทั่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ออกไปแล้วก็สามารถออก พ.ร.ก.มาลบล้างหรือมาเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของฝ่ายบริหารว่าสามารถทำได้หมด
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความกังวลเรื่องเสียงในสภาปริ่มน้ำ รวมทั้งขณะนี้สภาปิด หรือใกล้จะปิด หรือญัตติวาระต่างๆ เต็ม แต่เพื่อความคล่องตัวและไม่ต้องไปง้อสภา ก็สามารถออกพระราชกำหนดได้
คิดว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเข้าสภา เมื่อผ่านไปแล้วก็ผ่านไป เพราะเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารสามารถทำได้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเงิน แต่เป็นเรื่องครอบครัว จึงคิดว่าไม่มีความจำเป็น
ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่กฎหมายใหม่ เพราะหากเป็นกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ และออกในเวลาที่สภาปิด ทันทีที่สภาเปิดต้องนำพระราชกำหนดฉบับนั้นไปเปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติ แต่ถ้าเป็นกฎหมายใหม่ที่เป็นพระราชกำหนดชื่อเดียวกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว แต่ออกเป็น พ.ร.ก. แบบนี้คือไม่ได้ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นการเบรก พ.ร.บ.ไว้เท่านั้น
พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉิน เพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดยมากรัฐบาลจะออกเวลาที่สภาปิด และเป็นเรื่องการเงิน หรือการก่อการร้าย แต่ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไป ไม่มีใครออกพระราชกำหนด จำเป็นต้องรอให้สภาเป็นผู้ออกกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ.
ส่วนรัฐบาลนี้มองเรื่องครอบครัวเป็นความจำเป็นหรือไม่ ส่วนตัวไม่ทราบ แต่เขามีอำนาจทำได้
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

โดยทั่วไป พระราชกำหนดสามารถออกมาได้ใน 2 กรณีคือ 1.เรื่องฉุกเฉิน เร่งด่วน เช่นในกรณีภัยพิบัติเราจะเห็นว่ามีการออกพระราชกำหนด โดยฉบับที่ใช้คือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยชื่อแล้วมีความชัดเจน 2.มีความเกี่ยวข้องกับการเงิน การคลังของประเทศ แต่นี่เป็น พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจที่ใช้กลไกของพระราชกำหนดในการแก้ไขพระราชบัญญัติ เพราะตัว พ.ร.ก.เองมีศักดิ์เท่า พ.ร.บ. แต่วิธีการตราไม่เหมือนกัน
อย่างที่กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดคือกรณีเร่งด่วนหรือด้านการเงิน แต่ในกรณีนี้ไม่น่าจะเข้าเงื่อนไข จึงค่อนข้างแปลกใจ เพราะโดยหลักแล้วไม่ได้ หรือที่คิดอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่แน่ใจว่าประเด็นครอบครัวในตอนนี้มีอะไรเร่งด่วนหรือไม่ จึงต้องใช้แก้หรือชะลอ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงปิดประชุมสภาสมัยสามัญ
โดยหลักแล้วต้องมีการนำเข้าสภา เพราะพระราชกำหนดต้องมีเงื่อนไขดังที่กล่าวไปแล้วคือต้องเป็นเรื่องฉุกเฉินและการเงิน อย่างไรก็ดี พ.ร.ก.เป็นกฎหมายที่มีเงื่อนเวลา เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไปแล้วรัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางคือ 1.ปล่อยให้ตกไปเลย ไม่นำเข้าสภา เพราะใช้จนไม่มีเหตุแล้ว 2.เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก. จะเอาเข้าในรัฐสภาเพื่อรับรองอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น พ.ร.ก.จึงจะมีสถานะเป็น พ.ร.บ. คิดว่าในกรณีแบบนี้ หากเปิดประชุมสภาสมัยหน้าคงจะนำเข้าสภาเพื่อให้สภารับรอง แต่อย่างที่บอกคือยังไม่เห็นว่าจะเข้าเงื่อนไขในการตราพระราชกำหนดได้
อย่างไรก็ตาม หากนำเข้าสภาแล้วเสียงไม่เห็นชอบมากกว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะนี่ไม่ใช่ร่างกฎหมายสำคัญ แต่ถ้าเป็นร่างกฎหมายสำคัญ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยหลักแล้วจำเป็นต้องรับผิดชอบ หรือในกรณีร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเมือง อาทิ เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง ส.ส., ส.ว. ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้เสนอ ในกรณีแบบนี้ หากไม่ผ่าน รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่ครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ครอบครัว ซึ่งมองว่าไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญ คงไม่มีอะไร
นี่เป็นเรื่องของสภาในการไม่เห็นชอบในการต่ออายุให้ พ.ร.ก. ซึ่งรัฐสภาอาจเสนอให้ตีตกได้ ไม่ต่ออายุพระราชกำหนดให้ และรัฐสภาพิจารณาออกเป็นพระราชบัญญัติ 2, 3 หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้
ชัยเกษม นิติสิริ
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ และฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

การที่ออก พ.ร.บ.มาแล้ว และมีการบังคับใช้แล้ว แต่ออก พ.ร.ก.ตามมาติดๆ เพื่อไม่ให้ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ การกระทำเช่นนี้ต้องถือว่ารัฐบาลมีความบกพร่องอย่างมาก เพราะถึงขนาดออก พ.ร.บ.มา โดยที่ยังไม่มีความพร้อมซึ่งออกมาตั้งแต่สภาเดิมไม่ใช่สภานี้ แปลว่าออกมาโดยไม่มีความยั้งคิดว่าตัวเองจะปฏิบัติได้หรือไม่ และจะส่งผลเสียอย่างไร แล้วมาแก้ปัญหาเอาโดยการออก พ.ร.ก. ซึ่งโดยปกติเขาไม่ทำกัน ทั้งนี้ แม้จะมีเสียงข้างมากในสภา แต่การออกกฎหมายก็ไม่สามารถทำได้โดยชอบใจ หากไม่พินิจพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเกิดผลเสียเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เราต้องดูที่เนื้อหาของ พ.ร.ก.ที่ออกมาด้วยว่ามีความสำคัญแค่ไหน คงไม่ใช่ว่าเขาทำอะไรผิดพลาดแล้วต้องลาออกไปทุกเรื่อง แต่ก็ได้แสดงถึงความผิดพลาดว่ามีอยู่จริง เรื่องแบบนี้คงอยู่ที่จิตสำนึกของเขาเองว่าสมควรที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดนั้นหรือไม่ อย่างไร เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องลาออก
แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติ หรือความรู้สึกของประชาชน ความผิดพลาดที่ออก พ.ร.บ.มาโดยขาดความรอบคอบอย่างร้ายแรง เขาทำแบบนี้เหมือนเคยออกมาตรา 44 จนเคยตัว ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา คนที่อยู่ในสภาตอนนั้นก็ตามใจผู้มีอำนาจจนไม่รู้ว่า ควร ไม่ควร
ส่วนจะเป็นเรื่องเร่งด่วนจน ส.ส.จะเข้าชื่อกันเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมขอไม่ตอบ เนื่องจากผมไม่ได้ตามแบบลงรายละเอียด ผมต้องไปดูที่เนื้อหาโดยละเอียดก่อนว่ามีเนื้อหาเป็นอย่างไร
วิรัช รัตนเศรษฐ
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

ทางวิปรัฐบาลจะประชุมเพื่อหารือเรื่องดังกล่าวนี้ในวันที่ 2 กันยายน ดังนั้น จึงไม่อยากออกความเห็นในตอนนี้ว่ารัฐบาลมีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรบ้าง เราได้ทราบความเห็นของพรรคอนาคตใหม่แล้ว ว่ามีข้อท้วงติงมาอย่างไรมาบ้าง ขณะเดียวกัน วิปต้องฟังความเห็นของกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวนี้ จะมีการชี้แจงเพื่อความกระจ่างอีกครั้งภายหลังการประชุมวิปวันที่ 2 กันยายน
จุติ ไกรฤกษ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

มารับงานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม แล้ว พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ก็มีผลบังคับใช้วันที่ 20 สิงหาคม ก็ได้ประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้ว นี่เป็นทางออกที่ไม่ต้องการ แต่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะกฎหมายฉบับใหม่ยกเลิกฉบับเดิม แล้วมีต่อยอดการดูแลพี่น้องประชาชน แต่ต้องดูองคาพยพที่เรามี กฎหมายบังคับไว้เยอะมาก ทั้งเรื่องบุคลากร ความเชี่ยวชาญที่จะดูแล ก็มีจำกัด เราก็เกรงว่าประชาชนจะมีปัญหากับการใช้กฎหมายนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็มีความเสี่ยงกับการโดนดำเนินคดีมาตรา 157 ฉะนั้นคิดว่าหากได้มา ทำองคาพยพให้พร้อม แล้วให้บริการที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม
เราโชคร้ายที่มาอยู่ช่วงต่อยอด จากสภาเก่า คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผ่านกฎหมายมาวันที่ 22 พฤษภาคม แล้วบอกว่าภายใน 90 วันให้มีผลบังคับใช้ แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็เข้ามารับหน้าที่เดือนกรกฎาคม เวลาจึงมีน้อย ช่วงต่อรัฐบาลและงบประมาณเก่าและใหม่ ทำให้มีข้อจำกัดในการทำงาน เลยฟันธงว่า คงยากที่จะทำให้มีคุณภาพและปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของระบบราชการ ฉะนั้นจึงขอเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายไปก่อน
ไม่ได้อยากทำ แต่ว่าจำเป็นต้องทำ แล้วก็พร้อมน้อมรับกับสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องตรวจสอบความคิด และนโยบายพวกเราอย่างเคร่งครัด ทุกอย่างจะเกิดอะไรก็ต้องเกิด รับได้ทุกอย่าง ส่วนฝ่ายค้านมีสิทธิที่จะโหวตไม่ให้ผ่าน พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมมาจาก
ผู้แทนราษฎร จึงเคารพมติสภาผู้แทนราษฎรที่ชาวบ้านทั่วประเทศเลือกมา
กฎหมายส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว เป็นกฎหมายที่มีเจตนาดี เหมือนกับทำรถบรรทุกความทุกข์ชาวบ้านอัตโนมัติหมด แต่ท่านไม่ให้คนขับผม ไม่ให้น้ำมัน และงบฝึกคนขับเลย แล้วผม
จะเอาไปขับตรงไหน ขับไปก็พากันคว่ำหมด จึงใช้รถเดิมค่อยๆ ขนไปก่อน ผมก็จะได้มีเวลาฝึกคนขับใหม่ มีเวลาทำระบบนี้ให้มีดี เพื่อจะทำให้มันดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่ากฎหมายฉบับเดิมให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว อัยการ ตำรวจ ทำหน้าที่เหมือนเดิม แต่กฎหมายใหม่ให้อำนาจพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ซึ่งเจ้าหน้าที่เป็นอาสาสมัครหมด ไม่มีข้าราชการเลย และมีตั้ง 7,000 กว่าศูนย์ แล้วจะทำอย่างไร จึงต้องกราบเรียนสภาอย่างนี้ว่าปัญหามันมี ส่วนจะแก้กฎหมายที่เพิ่งจะออกตามขั้นตอน โดยไม่ออก พ.ร.ก.จะต้องมีขั้นตอนอีกเกือบปีที่จะขอแก้ไข และพยายามทำตามกฎหมายที่ได้บังคับใช้
แต่หาก พ.ร.ก.นี้ผ่าน กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จะต้องมาปรับวิธีการ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ งบประมาณ การจัดอบรม และคุยกับอัยการ ตำรวจ สหวิชาชีพ และภาคประชาสังคม ใครจะมารับผิดชอบ ศพค.บ้าง ซึ่งมีทุกตำบล ที่กฎหมายนี้บังคับให้ต้องมีส่วนร่วมในชุมชนด้วย

