อย่าคิดว่าจะมีกรณีของญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เป็น”เผือกร้อน”ซึ่งจะ ลวกมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ตรงกันข้าม ยังมี “พระราชกำหนด”แก้ไขเพิ่มเติม พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562
กำลังจะแผลงฤทธิ์อย่างเหนือความคาดหมาย
เพราะความหมายของพระราชกำหนดฉบับนี้มีผลทำให้การ ประกาศพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวไม่มีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 20 สิงหาคมตามเป้าหมาย
เพียง”กระราชกำหนด”ฉบับเดียวก็ลากไส้ของ “รัฐบาล”ออกมาอย่างชนิดทั้งยวง
ไม่ว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ไม่ว่าในปัจจุบันขณะ
พลันที่”พระราชกำหนด”ประกาศและบังคับใช้ออกมา 1 เท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รอบคอบ ความไร้ประสิทธิภาพของทุกองค์กรอันอยู่เบื้องหลังการออกพรบ.
นั่นก็คือ รัฐบาลก่อน นั่นก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.
พระราชกำหนดที่ออกมานั่นเองเป็นผู้เปิดโปง
ขณะเดียวกัน ท่วงทำนองของการตราพระราชกำหนดเพื่อระงับยับยั้งพระราชบัญญัติก็ยังเป็นอีก 1 กรณีที่ฟ้องถึงความเคยชินซึ่งต่อเนื่องมาจากรัฐบาลในอดีต
บังเอิญที่ในอดีต นายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่ในปัจจุบันนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวกัน
เพียงแต่ในอดีตใช้มาตรา 44 ลบล้าง ขณะที่ในปัจจุบันใช้พระราชกำหนดลบล้าง
เพียงแต่ในอดีตเมื่อใช้มาตรา 44 ก็แล้วๆกันไป ขณะที่ในปัจจุบันเมื่อใช้พระราชกำหนดก็ต้องนำเข้าสภาเพื่อตรวจสอบ
บทบาทของสภาที่เข้ามาตรวจสอบนี้เองคือปัจจัยใหม่ที่ไม่แน่ว่าหนทางเดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเพลินดีเช่นที่เคยเป็นในอดีตหรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชอบด้วยเหตุผลในการใช้พระราชกำหนด
เป็นไปตามบทบัญญัติของ”รัฐธรรมนูญ”หรือไม่
นี่คือ”เผือกร้อน”ใหม่ที่ตกลงบนมือ “รัฐบาล”
เกาะติดการเมือง กับ Line@มติชนการเมือง


