วิสัยทัศน์‘อุตตม’ แผนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

30.08.19 | 12:00 น.

หมายเหตุ – นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง แสดงวิชั่นในหัวข้อ “วิสัยทัศน์การนำประเทศไทยฝ่าวิกฤตทางเศรษฐกิจเพื่อให้ธุรกิจและการลงทุนในประเทศไม่สะดุด” และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แสดงวิชั่นในหัวข้อ “วิสัยทัศน์ IT ประเทศไทยในยุค 5G” ในงานสัมมนา “แผนรบ สยบวิกฤติ BATTLE STRATEGY EPISODE 1 : DO OR DIE ไม่ทำก็ตาย” จัดที่จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

 

อุตตม สาวนายน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เวทีนี้จัดขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยและประเทศอื่นๆ กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและมีความไม่แน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้นักธุรกิจทุกคนอยากรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด เชื่อว่าบทเรียนจากวิกฤตปี 2540 ขณะนั้นเกิดวิกฤตการเงินในไทย บริษัทใหญ่และบริษัทเล็กล้มลงหมด ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินก็ล้ม ทำให้องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่ขณะนี้ระบบการเงินของไทยมีความแข็งแกร่ง ทั้งในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์รวมทั้งตลาดทุนก็เจริญก้าวหน้ามาก สำหรับปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีและมีแนวโน้มไม่ดีมากขึ้นอีก จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่รบกันอยู่โดยไม่รู้ว่าทางออกอยู่ทางไหน กระทบต่อทั่วโลกและกระทบต่อไทย ข้อมูลตัวเลขล่าสุดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตัวเลขส่งออกไทยติดลบและคาดว่า ทั้งปีจะติดลบ เพราะความต้องการสินค้าในตลาดโลกลดลง ไทยที่เป็นประเทศส่งออกจำนวนมากจึงได้รับกระทบ เมื่อการส่งออกกระทบก็กระทบมายังการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้รับผลกระทบด้วยเป็นลูกโซ่

เชื่อว่าไทยจะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบปี 2540 หากมองย้อนไปไทย เรามีประสบการณ์น้อยใช้เงินกู้ต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำ มีการก่อหนี้มากเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น แบงก์ล้ม หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น แต่เราได้บทเรียนและสามารถผ่านวิกฤตมาได้ อีกทั้งระบบการเงินในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกันมาก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดีกระทบต่อไทย แต่ระบบการเงินไทยแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3 เท่ากว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่ด้านการคลังก็
เข้มแข็ง ซึ่งหน่วยงานอย่างธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ เองก็ระบุว่าไทย มีความแข็งแกร่งทั้งด้านการเงินการคลัง

Advertisement

เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้ แต่ข้างหน้าคือความท้าทายที่แท้จริง ถ้าเราไม่ปรับตัววิกฤตกับเราในอนาคต และเพื่อให้ไทยสามารถผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้จะต้องมีกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ในทุกระดับ ทั้ง ครัวเรือน ธุรกิจ การลงทุนและในระดับประเทศเพื่อบริหารให้ผ่านไปได้ และเราจะไม่ยืนเฉยๆ เพราะอาจจะเอียงและล้มได้ ต้องมีความพร้อมด้านยุทธศาสตร์ ขณะนี้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชัดเจนจะเดินไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐ คือ ต้องปรับเปลี่ยน หากไม่ทำอะไรก็เท่ากับถอย

ขณะนี้เราต้องเผชิญความผันผวนและความเสี่ยงมากขึ้นจากเศรษฐกิจโลก รัฐบาลที่เข้ามารับตำแหน่ง 1 เดือนเศษ พบว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 2.6% เป็นการขยายตัวที่ชะลอตัวลง แต่เทียบหลายประเทศเทียบเอเชียหลายประเทศยังถือว่าใช้ได้ บางประเทศติดลบและมีบางประเทศติดลบอย่างน่าตกใจ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นกลยุทธ์แรกที่รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ใช้กำลังซื้อจากในประเทศและอัดฉีดเศรษฐกิจในประเทศ หากรับมือไม่ได้โอกาสปรับเปลี่ยนประเทศมีน้อยลง มีมาตรการทั้งช่วยเหลือภาคเกษตรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งปีนี้มีผลจากภัยแล้งมากระทบซ้ำ มีการบรรเทาภาระหนี้ ให้สินเชื่อฉุกเฉินต้องช่วย ส่วนการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศดำเนินการผ่านการท่องเที่ยว แม้เม็ดเงินที่รัฐบาลให้ไม่มากนัก เพราะงบประมาณมีจำกัด แต่การท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมากและยังมีแนวโน้มโตขึ้น นอกจากนี้ ต้องให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยบรรเทาค่าครองชีพ ด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีธนาคารออมสินให้สินเชื่อและมีเงินกองทุนให้ความช่วยเหลือกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เศรษฐกิจโลกที่ถดถอยชัดเจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต้องออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นชุดก็ต้องมีออกมาอีก เพราะถ้ารัฐบาลไม่ขยับ เอกชนก็จะห่อเหี่ยว เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด แต่ในเบื้องต้นการกระตุ้นบริโภคและบัตรสวัสดิการเป็นการแจกชั่วคราว เพราะเราหวังผล 2 เดือนนี้ก่อน และจะประเมินผล ทั้งนี้ เราหวังกระตุ้นและประคองเศรษฐกิจไว้ ถ้าประคองไปได้ความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ภาคธุรกิจผ่านไปได้ ประเทศก็จะไปได้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ธุรกิจต้องปรับตัว ในส่วนภาครัฐจะทำเต็มที่เราจะติดตามสถานการณ์และหากมีความจำเป็นก็จะออกมาตรการกระตุ้นมาอีก ไม่อยากให้รู้สึกห่อเหี่ยว

มองไปข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ไทยก้าวทันโลกในยุคดิจิทัล ต้องมีการลงทุนใหม่ๆ เพื่ออนาคต เช่น การพัฒนาโครงการอีอีซี การลงทุนเทคโนโลยี ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพิ่มทักษะและองค์ความรู้ใหม่ หากประเทศไทยมียุทธศาสตร์และขับเคลื่อนได้จะทำให้เกิดความน่าสนใจ ขณะนี้มีบริษัทที่สนใจลงทุนในไทยอยู่แล้ว ถ้าเราพร้อมปรับตัวเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไปได้ต่อเนื่อง แต่ขออย่าสะดุดขาตัวเองเพราะจะเซและจะล้มได้

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์
เลขาธิการ กสทช.

เรื่องสำคัญของประเทศและธุรกิจวันนี้นอกจาก DO OR DIE หรือปรับเปลี่ยนหรือไม่ปรับเปลี่ยนแล้ว จะต้องเพิ่ม OPPORTUNITY หรือโอกาสเพื่อสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นด้วย โดยต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปพบและหารือกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ซึ่งเลขาธิการของไอทียู ระบุว่าประเทศไทยอย่าลงทุนโครงสร้างพื้นบานด้านระบบขนส่ง สร้างถนนมากเกินไป ควรลงทุนระบบโครงสร้างพื้นด้านโทรคมนาคมเพราะจะสามารถต่อยอดธุรกิจได้อีกเป็นจำนวนมาก และยังมีคำถามถึงเลขาธิการไอทียูว่า ถ้า 5จี (5G) ไม่เกิดขึ้นในไทยจะกระทบอะไรบ้างหรือไม่ เพราะขณะนี้ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนก็เป็นผลมาจาก 5จี แม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม มองว่าการพัฒนา 5จี เป็นโอกาสที่ดีของไทย ทำให้เรายังไม่สิ้นหวังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ในยุคต่อไปนั้น ระบบการเงินและโทรคมนาคมจะเชื่อมต่อกันหมด ในอดีตที่เราเริ่มพัฒนาในยุค 1-2จี ทุกคนยังมองไม่ออกไม่รู้ธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากระบบโทรคมนาคมคืออะไร ต่อมาในช่วงตั้งแต่ปี 2556-ปัจจุบัน มีการลงทุน 3-4จี เกิดขึ้น เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ทุกคนคาดไม่ถึง ที่ผ่านมา กสทช.เตือนให้มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงและดิสรัปต์ (Disrupt) ตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะถ้าไม่ปรับเปลี่ยนจะถูกดิสรัปต์ให้หายไปในที่สุด และที่ผ่านมามีธุรกิจที่ล้มหายตายไปและมีธุรกิจเกิดใหม่มากขึ้น

เรื่องนี้ เราอย่าเพิ่งสิ้นหวัง เราต้องเดินหน้าขับเคลื่อน 5จี ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพราะถ้าไม่มี 5จี ธุรกิจต่างๆ จะลำบาก อย่างธุรกิจการเงินขณะนี้ขึ้นมาอยู่กับโครงข่ายโทรคมนาคม คนไม่ได้ไปสาขาธนาคารเหมือนแต่ก่อน เพราะธนาคารขึ้นมาอยู่บนมือถือ อย่างในประเทศจีน ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านขายของ แต่ใช้การไลฟ์สดขายสินค้าก็มียอดขายถล่มทลาย ดังนั้น ต้องเร่งผลักดัน 5จี เพื่อสร้างโอกาสประเทศและในการขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับแผนงานและการเตรียมความพร้อมของ กสทช.ในการผลักดัน 5จี นั้นต้องขับเคลื่อนผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และจะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด โดยเตรียมจะจัดสรรคลื่นความถี่รองรับ 5จี ในอนาคต

ช่วงปลายปี 2562 นี้ หรือต้นปี 2563 กสทช.จะจัดประมูลคลื่อนความถี่คลื่อนที่รองรับ 5จี อาทิ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ 1500 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ รวมทั้ง 26-28 กิกะเฮิรตซ์ โดยหากเอกชนไม่พร้อมลงทุน กสทช.จะมีการให้ใบอนุญาตเฉพาะพื้นที่ เช่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะนำมาใช้ในภาคการผลิต ภาคขนส่ง ภาคเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะนี้เอกชนยังมีภาระจากการลงทุน 4จี และยังไม่คืนทุน

หากจะทำให้ 5จี เกิดขึ้นเพื่อผลดีต่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ กสทช.จะผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระเงินค่าประมูล โดยยืดระยะเวลาชำระเงินให้เริ่มชำระในช่วงที่เอกชนเปิดบริการ 5จี เต็มรูปแบบเพราะหากไม่ประมูลรอให้เอกชนพร้อมเวลาจะล่วงเลยไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า ได้รับการยืนยันจาก เวียดนาม และมาเลเซีย ว่าจะมีการเปิดบริการ 5จี ภายในกลางปี 2563 ดังนั้นไทยต้องเร่ง ทั้งนี้จากการที่ได้หารือกับซีอีโอของบริษัทหัวเว่ยของจีนก็ใช้รูปแบบเช่นเดียวกัน โดยจีนให้เอกชนเว้นชำระค่าประมูลในช่วง 3 ปีแรก เพื่อไปเร่งลงทุนและพัฒนาการนำไปใช้งานจริง (ยูสเคส)

เทคโนโลยี 5จี มีองค์ประกอบสำคัญ คือ การส่งข้อมูลด้วยความเร็ว คาดว่าจะเร็วกว่า 4จี ถึง 100 เท่า สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในรัศมี 1 ตารางกิโลเมตร ได้ถึง 1 ล้านอุปกรณ์ สามารถรองรับข้อมูลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น การรักษาทางไกล เมื่อมี 5จี จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างด้านการผลิต จะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) มากขึ้น มีการใช้ระบบสมาร์ทแฟคตอรี่เป็นผลดีต่อภาคการเงินธนาคาร ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ โดยจะมีการทดสอบ 5จี กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ในส่วนภาคธุรโทรทัศน์และทีวีดิจิทัล ที่หลังจาก4จี ออกมาได้รับผลกระทบ จนต้องใช้มาตรา 44 เพื่อดูแลไปแล้ว 2 ครั้ง เพราะยอดเงินโฆษณาไปอยู่ในระบบออนไลน์มากขึ้น จึงต้องปรับตัว

นอกจากนี้ ด้านโครงสร้างสังคมจะเปลี่ยนด้วยและเป็นสังคมเสมือนมากขึ้น ต้องให้ความสำคัญโครงสร้างสังคมและครอบครัว รวมไปถึงโครงสร้างการเมืองที่ต้องมีการปรับปรุง เช่น การหาเสียต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย มีการใช้ภาพเสมือนเกิดขึ้น ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งในอนาคต อาจจะไม่ต้องไปเข้าคูหาก็ได้ นอกจากนี้ ต้องมีการดุแลเรื่องข่าวปลอม (เฟคนิวส์) ที่อาจจะมีมากขึ้นและในอนาคตอาจจะเป็นข่าวปลอมที่เหมือนข่าวจริงมากเพราะมีเทคโนโลยีภาพเสมือน

เทคโนโลยี 5จี จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ และมีโอกาสธุรกิจเยอะมาก ธุรกิจแบบเดิมๆ หากไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูกดิสรัปต์ อย่างร้านซักรีด หากในอนาคตคนทำงานที่บ้านมากขึ้น ร้านซักรีดอาจจะไม่จำเป็น ในอนาคตอาจจะลดลงจำนวนลงไป ดังนั้น เราต้องดิสรัปต์ก่อนที่จะถูกดิสรัปต์ ทั้งนี้ ประเมินว่า หาก 5จี เกิดขึ้น ภายในปี 2578 จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยกว่า 2.3 ล้านล้านบาท อาทิ ภาคการผลิตมีมูลค่าเพิ่มถึง 2.6 แสนล้านบาท ภาคเกษตรเกือบ 1 แสนล้าน ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์กว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีด้านสาธารณสุขที่จะลดค่าใช้จ่ายและเสียโอกาสได้