ท่าทีล่าสุดของ นายชวน หลีกภัย ในการแถลงระหว่างเดินทางไปยังวัดแก้วฟ้าจุฬามณี แยกเกียกกาย เกี่ยวกับญัตติขอเปิดอภิ ปรายทั่วไปตามมาตรา 157
เป็นท่าทีที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อ “ย้ำ”
“เรื่องของการอภิปรายทั่วไปเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และผมไม่บังอาจไปเตือนใครเพราะทุกคนมีหน้าที่ แต่เมื่อมีสื่อมาถามผมก็บอกไปว่า
เชื่อว่านายกรัฐมนตรีอยากจะมาชี้แจง
และตราบใดที่ยังมีญัตติอยู่ฝ่ายสภาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม”
การใช้คำว่า “บังอาจ” มากด้วยความละเอียดอ่อน อ่อนไหว
ความละเอียดอ่อนอย่างที่สุดก็คือ เรื่องนี้ นายชวน หลีกภัย มิได้ย้ำอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว ตรงกันข้าม เป็นการย้ำในฐานะของประ ธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงความเป็น”ประธานรัฐสภา” อยู่ด้วย
จึงได้เลือกใช้คำว่า “ผมไม่บังอาจไปเตือนใคร”
และคำว่าใครในบริบทแห่งประโยคเหล่านี้ก็แสดงบทบาทและความหมายออกมาอย่างแจ่มชัด
นั่นเห็นได้จากคำที่ตามมา “เพราะทุกคนมีหน้าที่”
คำว่า “หน้าที่” ในที่นี้ไม่เพียงแต่จะเป็นหน้าที่ของ นายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา
นั่นก็คือ
“ตราบใดที่ยังมีญัตติอยู่ ฝ่ายสภาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม”
และเมื่อญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญกระทำอย่างถูกต้องก็ต้องบรรจุเข้าระเบียบวาระและทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าไปตามบทบัญญัติ
นี่ย่อมเป็นการชี้ออกมาอย่างเปี่ยมด้วยหลักการจากฝ่ายนิติ บัญญัติไปยังฝ่ายบริหาร
เหมือนกับคำว่า “ผมไม่บังอาจ” อันมาจาก 2 เรียวปากของ นายชวน หลีกภัย จะเป็นการกล่าวอย่างสุภาพ นุ่มนวล ด้วยท่วงทำนองของ นายชวน หลีกภัย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างดำเนินไปตามกฎ ระเบียบและบทบัญญัติครบถ้วน
เป้าหมายที่สำคัญอย่างที่สุดอยู่ที่ “ทุกคนมีหน้าที่”
ไม่ว่าหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติ ไม่ว่าหน้าที่ในด้านบริหาร

