หน้าแรก การเมือง เวทีปลุกแก้รธ...

เวทีปลุกแก้รธน.คึกคัก ฝ่ายค้าน-นักวิชาการ ประสานเสียง ต้องแก้รธน.-จวกยับผู้มีอำนาจ

1.09.19 | 16:23 น.

เวทีเสวนา “รัฐธรรมนูญและจินตนาการใหม่” ของ 7 พรรคฝ่ายค้านร่วมกับนศ.-ภาควิชาการลุกเป็นไฟ ทุกฝ่ายประสานเสียงต้องแก้ รธน. จวก ผู้มีอำนาจยับ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.  เวลา 13.45 น. ที่จังหวัดเชียงใหม่ การอภิปรายหัวข้อ “รัฐธรรมนูญและจินตนาการใหม่” โดยตัวแทน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย 1.นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน 2.นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) 3.นายสุภดิช อากาศฤกษ์ รองหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) 4.นายสุพจน์ อาวาส หรือ อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ พรรคประชาชาติ (ปช.) 5.นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ โฆษกพรรคเสรีรวมไทย 6.นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) และ 7.นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กับตัวแทนภาควิชาการ และตัวแทนภาคสังคม เช่น นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มช. น.ส.อนินท์ญา ขันขาว สมาชิกกลุ่มนักกิจกรรมเยาวชน นายสุรยุทธ จันทวงค์ สมาชิกกลุ่มนักศึกษานิติขับเคลื่อน

นายสมชาย กล่าวว่า วันนี้สังคมต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นของสังคม ที่สังคมเป็นผู้กำหนด ถูกเขียนขึ้นโดยคนในสังคม เราไม่ต้องการธรรมนูญที่เป็นของคณะรัฐประหารอีกต่อไป ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 คือตัวแบบที่ดี เพราะมีการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกฝ่ายถกเถียงกันได้ ระหว่างจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ทุกคนสามารถถกเถียง และแสดงความเห็นกันได้ ต้องถูกชี้ขาดโดยสถาบันที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ไม่ใช่ สนช. ที่เป็นใครก็ไม่รู้มาเห็นชอบ วันนี้ เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คอยขวางการแก้ไข ไหนจะส.ว.อีก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้รัฐธรรมนูญปี 60 ดังนั้น แรงผลักดันทางสังคมจึงสำคัญมาก หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าฝากความหวังไว้เพียงกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“มีคนถามว่า ระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อันไหนจะแก้ได้เร็วกว่ากันนั้น ผมคิดว่า อาจจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จก็ได้ เรื่องฝุ่น เราอย่าคาดหวังว่าภาครัฐจะแก้ปัญหาเองได้ทั้งหมด ผู้ว่าฯมาแล้วก็ไป แต่ที่ยังอยู่นั้นไซร้คือประชาชน ขณะที่รัฐธรรมนูญเราก็อย่าคาดหวังกับภาครัฐเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราช่วยกันออกแรง การแก้ปัญหาก็จะสำเร็จ” นายสมชาย กล่าว

นายนิคม กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าใช้ไปสักพักคนที่ไม่มีหนี้เดี๋ยวจะมีหนี้ ส่วนคนที่มีหนี้เดี๋ยวจะล้มละลาย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้การเมือง และรัฐบาลอ่อนแอ เมื่อสิ่งเหล่านี้อ่อนแอใครจะเชื่อมั่นมาลงทุน นอกจากนี้ รับธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่มีความเป็นธรรม การเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนต้องการให้พรรคๆนี้ได้เป็นรัฐบาล แต่เมื่อผลออกมา พรรคที่เราเลือกได้ส.ส.มากที่สุดแต่กลับไม่ได้เป็นรัฐบาล นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ การออกแบบ ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการสืบทอดอำนาจ ดูจากการให้ส.ว. 250 คนมาร่วมเลือกนายกฯด้วย ตราบใดที่ความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีก็ไม่เกิด กฎหมายควรเป็นกฎหมายเดียวกัน ไม่ใช่มีคนบางกลุ่มอยู่เหนือกฎหมาย ตนอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่ทำให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน

Advertisement

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ไม่ได้จบเพียงแค่การรณรงค์แก้ไข ทั้งนี้ การเข้ามาขอผู้มีอำนาจได้สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยพอสมควร เราเคยมีรัฐธรรมนูญที่คิดว่าดีที่สุดฉบับหนึ่งคือ ปี 40 เราได้พบการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพี่น้องประชาชนพอสมควร ต่อมาเราได้เผชิญกับการใช้กฎหมายของฝ่ายคณะรัฐธรรมนูญตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า การบริหารที่สามารถควบคุมชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้น เรามีข้อเปรียบเทียบแล้วว่าเราอยู่ภายใต้กฎกติกาแบบใดแล้วชีวิตของพี่น้องประชาชนมีความสุข วันนี้เป็นก้าวแรกที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาร่วมกับประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ประชาชนคือคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบการเมืองการปกครอง ดังนั้น เรามีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาแสดงออก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่วันนี้เรามีคนบริหารประเทศคนเดิม คณะทำงานชุดเดิม แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างใด ตนคิดว่า การสร้างฉันทามติของสังคมให้เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะวันนี้เขาปิดปากเรา ปิดโอกาสไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญด้วยผลประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม ฝ่ายการเมืองเรามีหน้าที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียง ตนเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า หากไม่แก้รัฐธรรมนูญจะไม่สามารถแก้ไขวิกฤตประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ตนคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนญ และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนสามารถหาทางออกไปพร้อมกันได้ จากนี้ไป พรรคฝ่ายค้านเราจะเคลื่อนไปทั้ง 4 ภาค และจะเคลื่อนต่อๆไป เราจึงอยากเชิญชวนฝ่ายวิชาการ นักศึกษา และพี่น้องประชาชนมาร่วมกันหาทางออกจากวิกฤติร่วมกัน ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระประชาชน พลังของประชาชนใหญ่ และมหาศาล แค่เราต้องหาพลังในการแสดงฉันทามติของประชาชน และต้องการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ท้ายที่สุด ฝ่ายค้านจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสาธารณะ ส่วนจะแก้ไขได้หรือไม่ก็จะปรากฎสู่สายตาประชาชน หากใครออกมาคัดค้าน ก็จะได้รู้ว่าใครคือคนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้บ้าง

นางเยาวลักษณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขยากด้วยเงื่อนไขต่าางๆ ชนิดที่เข็กครกขึ้นดอยปุยยังง่ายกว่า ดังนั้น ส.ส.ของพรรคฝ่ายค้านทุกคนทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ลำพังเสียงส.ส.ไม่พอ เราต้องการเสียงของประชาชนด้วย ท้องถิ่นสามารถร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญได้เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของเราเอง หลักการแก้ ต้องให้เสียงของประชาชนเป็นใหญ่ ต้องมีสภาที่เชื่อมโยงประชาชนอย่างมีระบบนิติรัฐ นิติธรรม และต้องมีรัฐบาลที่คำนึงถึงเสถียรภาพ และหลักสิทธิของประชาชน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศเรา

ด้านน.ส.อนินท์ญา กล่าวว่า เราในฐานะนักเคลื่อนไหว และนักกิจกรรม สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือการถูกคุกคามเสรีภาพ เวลาที่เราออกไปเคลื่อนไหว เราในฐานะนักศึกษาเราสามารถมีกิจกรรมที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ งดเว้นการแตะต้องหมวดที่ 1 และ 2 แต่กิจกรรมเราก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เพราะเรายังถูกควบคุม ดังนั้น จึงขอร้องให้เลิกควบคุม ส่วนเหตุผลที่เราออกมาเคลื่อนไหว พูดอย่างตรงไปตรงมาคือไม่ชอบทหาร แทบจะไม่อยากเรียกพล.อ.ประยุทธ์ว่านายกฯ

“ท่านถามอาจารย์เราว่า ทำไมเด็ก มช. ชอบประท้วงท่าน เราก็อยากถามว่า แล้วเหตุใด เราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะออกมาแสดงความคิดเห็นตามสิทธิ เสรีภาพไม่ได้ นอกจากนี้ อยากบอกทหารว่า ให้เลิกแทรกแซงทางการเมืองได้แล้ว” น.ส.อนินท์ญา กล่าว

ขณะที่ นายสุรยุทธ กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญจะพูดถึงสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่ก็ถูกจำกัดด้วยคำว่า “ภัยต่อความมั่นคง” ซึ่งตนในฐานะนักศึกษาก็ไม่ทราบว่า ความมั่นคงที่ว่าคืออะไร หรือคือ ความมั่นคงของรัฐบาล เราอยากให้รัฐบาลลบภาพคำว่า นักศึกษาและประชาชนไม่เข้าใจการเมือง และไม่พร้อมกับการขับเคลื่อนพัฒนาระบอบประชาธิปไตย วันนี้สิ่งที่นักศึกษาต้องทำ คือต้องตั้งมั่น และเชื่อว่าประชาธิปไตยจะผลิดอกออกผลนสังคมไทยได้ เราศึกษากฎหมายตามระบบและครรลองของประชาธิปไตย ไม่ใช่ให้ใครมาครอบงำเราได้ เราต้องไม่เกรงกลัวต่ออำนาจที่ข่มขู่เรา เราต้องเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริงๆโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอก แต่เราต้องเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ และใช้อำนาจอธิปไตยของเรา ทั้งนี้ เราจะร่วมรณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง