เดินหน้าชน : ความไม่พร้อม : ศุกร์ มังกร

3.09.19 | 12:00 น.

การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 นั้นเป็นเรื่องของ “ความไม่พร้อม” ทั้ง “บุคลากร” และ “ขั้นตอน” การปฏิบัติ

ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมในด้านความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับกระบวนการพิจารณาคดีตามหลักการใหม่ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันด้วย

กล่าวคือ ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว หลักการดำเนินคดีนั้นแตกต่างไปจากเดิม

แค่สามีเมาสุราทำร้ายภรรยาได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงกับสาหัส

หากสามีรับสารภาพ พนักงานสอบสวนจะต้องรีบสรุปสำนวนส่งอัยการเพื่อฟ้องศาลแขวงฯภายใน 48 ชั่วโมง

Advertisement

หรือที่เรียกว่า “ฟ้องใบแดง”!

เมื่อศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายใหม่ ได้รับสำเนาบันทึกคำร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว

จะต้องรีบไปยื่นคำร้องต่อศาลแขวงเพื่อให้รอการพิพากษา และต้องรีบไปยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว และนำพยานเข้าไต่สวน เพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ เช่น สั่งห้ามสามีเข้าใกล้หรือข่มขู่คุกคามภรรยาหรือคนในครอบครัว ให้ไปบำบัดอาการติดสุรา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความรุนแรงซ้ำต่อภรรยา

การที่กฎหมายใหม่กำหนดให้ พมจ.เป็นศูนย์ในต่างจังหวัด และให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นศูนย์ในกรุงเทพมหานคร

จึงมีข้อน่าเป็นห่วงว่า ศูนย์มีบุคลากรที่จะทำงานแข่งกับเวลาเช่นนี้เพียงพอหรือไม่?

เพราะในแต่ละจังหวัดไม่ได้เกิดความรุนแรงในครอบครัวเพียงสัปดาห์ละคดีหรือวันละคดี เมื่อรับแจ้งแล้วเจ้าหน้าที่ของศูนย์จะต้องไปรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อนำมายื่นคำร้องต่อศาลแขวงและศาลเยาวชนฯ

ศูนย์ฯจะทำหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้หรือไม่?

หากทำไม่ได้ ศูนย์ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น “พระเอก” อาจกลับกลายเป็น “ผู้ร้าย” ในพริบตา!

บาปเคราะห์ก็จะตกแก่ผู้ถูกกระทำไปโดยปริยาย

และส่งผลให้หลักการคุ้มครองผู้ถูกกระทำซ้ำอย่างต่อเนื่องมาก่อนจนทนไม่ไหว กระทำการตอบโต้ไป ถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไปด้วย เช่นภรรยาถูกสามีเหยียดหยามทำร้ายมาตลอด

จนวันหนึ่งทนไม่ไหว จ้างมือปืนมาฆ่าสามี หรือยิงสามีขณะหลับ กรณีเช่นนี้ภรรยาไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันตัวหรือบันดาลโทสะ เพื่อให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

ทั้งๆ ที่ตนเป็นฝ่ายถูกกระทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นทนไม่ไหวจึงก่อเหตุดังกล่าว

แต่ตามกฎหมายใหม่ ภรรยาสามารถยื่นคำแถลงเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลให้ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

ที่สำคัญบทเฉพาะกาลยังให้อานิสงส์ไปถึงผู้ที่ถูกศาลพิพากษาจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและกำหนดโทษใหม่ได้ด้วย

น่าเสียดายที่การคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน “Battered Woman Syndrome” ยังไม่อาจมีผลบังคับใช้ได้

อันเนื่องมาจากการเร่งรีบให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ โดยไม่จัดเตรียมความพร้อมของ “หน่วยงาน” และ “บุคลากร” เสียก่อน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้เป็น “เจ้าของ” ร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่?

และย่อมสะท้อนให้เห็นกระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อาจย่อหย่อน
ไร้ประสิทธิภาพไปด้วยหรือไม่?

ที่สำคัญจะต้องนำ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

ส่วนผลจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม !?!

ศุกร์ มังกร