หากถามว่า ทำไมการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องเป็นวันพุธที่ 18 กันยายน
แม้ว่ามติครม.ที่เสนอต่อประธานสภาระบุว่านายกรัฐมนตรีจะว่างจากภารกิจในวันที่ 16-17 กันยายน
แต่เมื่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรประสานไปยัง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ปรากฏว่าวันที่ 16-17 กันยายน มีการประชุมวุฒิสภา
ล็อกจึงมาลงในวันพุธที่ 18 กันยายน
สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องกำหนดวันที่ 18 กันยายนเป็นวันประชุม
เท่ากับเป็นไฟท์บังคับให้ประชุมได้เพียง 1 วัน
คราวนี้ทุกคนก็ต้องมาถึง “บางอ้อ” ว่าเหตุใดจึงต้องมีการปล่อยข่าว เรื่องภารกิจของนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้องหลีกเลี่ยงกระทู้ถามสดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นมาทุกวันพุธ
และล่าสุดมีการตีปลาหน้าไซว่าแม้กระทั่งในห้วง 15 วันแรกของเดือนกันยายนก็ไม่มีวันใดว่าง
เป้าหมายจึงอยู่ที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญจะต้องล็อกให้อยู่เพียง 1 วัน และ 1 ในที่สุดก็ต้องเป็นวันที่ 18 กันยายน
นั่นก็หมายถึงเป็น 24.00 น.ของวันที่ 18 กันยายนอันเป็นวันปิดสมัยประชุมสภา
มองผ่าน”เกม”ทางการเมืองเหมือนกับรัฐบาลชนะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชิงความได้เปรียบมาได้ ยิ่งกว่านั้น ฝ่ายรัฐบาลยังกุมเงื่อนไขในการ”ประชุมลับ”อยู่ในมืออีก
กระนั้น หากมองผ่านความรู้สึกของฝ่ายค้าน ความรู้สึกของสังคมก็ไม่แน่ว่าชัยชนะและความได้เปรียบจะเป็นของรัฐบาล
ภาพการหนีสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมายังจำหลักอย่างหนักแน่น ก่อเป็นจินตภาพ ก่อ เป็นภาพลักษณ์
คำว่า”หนีสภา”จะกระหึ่มเกือบทุกจังหวะของการอภิปรายทั่วไป
และตามมาด้วยสภาซินโดรม สภาโฟเบีย
อาการของโรคเหล่านี้จะติดตรึงอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปนานเท่านาน

